Attachment Story 2 [Ch.3]
posted on 26 May 2012 03:16 by barbarryตอนที่3
“นัทอย่า!...”
เมื่อแผ่นป้ายอีกด้านได้หันออกสู่โลกภายนอก แสงแดดที่เคยลอดผ่านม่านกระดาษของกองหนังสือหนาก็คล้อยดับไปอย่างเชื่องช้า เมื่อแสงแห่งสุริยันต์ได้ดับไปแสงแห่งจันทราก็ได้เคลื่อนกายเข้ามาแทนที่ ทัศนียภาพภายนอกถูกบิดเบือน... อาคารบ้านเรือนที่ทันสมัยได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาเบิกโพลงอย่างตระหนกแต่เมื่อเรียกสติคืนมาได้ มือเรียวเล็กก็จับเข้าที่ข้อแขนหนาของอีกคนที่กำลังตกตลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ซินฉุดกระชากร่างของอีกคนให้ตามตนเองไปอย่างสุดกำลังเท่าที่ตัวเขาในตอนนี้จะทำได้ ทั้งสองร่างเคลื่อนผ่านชั้นหนังสือมากมายไปยังบานประตูที่ซ้อนอยู่หลังผ้าม่านโบราณ ระหว่างทางไฟจากตะเกียงก็ถูกดับอย่างรวดเร็ว โดยฝีมือเจ้าของร้านที่ทำสิ่งต่างๆอย่างร้อนรน
บานประตูปิดลงอย่างเงียบเชียบ แสงไฟจากเชิงเทียนเปล่งแสงสว่างขึ้นทำให้ห้องที่เคยมืดมิดปรากฏรูปร่าง ภายในห้องจัดแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ต่างจากหน้าร้านอยู่มากทั้งดูดีกว่าหรูหรากว่า นอกจากชุดรับแขกแล้วห้องๆนี้ยังมีเตียงนอนและตู้เสื้อผ้าที่อยู่ลึกเข้าไปในผนัง
“เกือบไปแล้ว”ร่างเล็กอยู่ในอาการเหนื่อยหอบจากเหตุการณ์ที่เกิดอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
“นี่มันอะไรกันน่ะ เกิดอะไรขึ้น แกเป็นใครกันแน่!”คนตัวโตเริ่มโวยวาย
“เราก็เป็นเรา เป็นเรามาตั้งแต่ต้น ไม่เคยเป็นอะไรทั้งนั้น! ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้นัทเข้าใจยังไง แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้ มันเป็นฝีมือของนัท นัททำเรื่องให้ใหญ่เกินแก้ ซินไม่น่าเลย ไม่ควรจริงๆ อยู่คนเดียวก็ดีอยู่แล้วไม่น่าหาเรื่องเลย” เขาก็แค่ต้องการจะคุยกับใครสักคนบนโลกใบเดิมที่เขาเคยอยู่ เคยหัวเราะ เคยมีน้ำตาก็เท่านั้น
“นี่! หยุดพูดอะไรที่ฉันเข้าใจซักที ฉันไปทำอะไร ทำตอนไหน!”นัทสติขาดทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวโทษว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่เป็นฝีมือของเขา มือหนาทั้งสองข้างกระชากไหล่บางเข้าหาตัวก่อนจะใช้น้ำเสียงและสายตาที่โกรธเกรี้ยวเข้าหา
“ยังจะมาถาม! ก็นัทนั่นแหละที่ผลิกป้ายในวันอาทิตย์ ไม่ถามเราซักคำ ซินจะบอกให้นะ! ถ้าอยากรู้ก็จะบอกให้ ร้านนี้น่ะ มันเป็นร้านหนังสือที่เปิดเฉพาะตอนหลังเที่ยงคืนของที่ที่นัทมาแต่มันจะเป็นเวลาเช้าของที่นี่ ที่ที่ไม่เคยมีหรือปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ และมีอยู่ของห้ามหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ห้ามละเมิดเด็ดขาด คือห้ามผลิกป้ายในวันอาทิตย์!”น้ำเสียงกระด้างเปล่งออกมาด้วยโทสะ สายตาของเขาจ้องไปยังดวงตาอีกคู่อย่างไม่หวาดหวั่น ซึ่งทำให้นัทต้องผงะและถ้อยให้ห่างจากร่างบาง
ร่างสูงอยู่ในอาการสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่เคยคาดคิดว่าช่วงชีวิตหนึ่งจะต้องมาประสบพบเจอกับเรื่องราวประหลาดนี่ ตัวของเขาทรุดลงกับพื้นด้วยอาการเข่าอ่อน
นี่มันบ้าอะไรกัน
ต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ ล้อกันเล่นรึเปล่า
“ตลกน่า.. ไม่มีเรื่องโกหกแบบนี้อยู่จริงหรอก”คำพูดที่คล้ายว่าเขานั้นกำลังสนทนาอยู่กับตนเองและอาการที่สับสนได้ทำให้คนที่ยืนดูอยู่ค่อยๆผ่อนอารมณ์ลงมา เขานั่งลงข้างๆ
“ไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ มันเกิดขึ้นจริง ตอนแรกซินก็เป็นแบบนัทนั้นแหละ ร้านนี้ซินรับช่วงต่อจากคุณย่าอีกที มันเป็นหน้าที่ของหลานคนหนึ่ง ซินขอโทษนะที่ดึงนัทเข้ามา ซินแค่ต้องการมีเพื่อนแบบคนปกติก็เท่านั้น”แววตาเศร้าหมองทอดมองไปที่พื้นพรม น้ำใสๆก็เริ่มหลั่งรินอย่างห้ามไม่ได้
“...”ไม่มีคำพูดใด จะว่ายังไงได้ล่ะ เพราะที่เรื่องมันเป็นแบบนี้มันก็ความผิดของเขาส่วนหนึ่ง และยิ่งได้ยินแบบนี้แล้วตัวเขาเองที่ไม่ค่อยเข้าใจนักก็ยังอดเห็นใจคนตรงหน้าไม่ได้
“นัท... ขอโทษด้วยนะ”น้ำตาใสยังคงไหลออกมาไม่ขาด
“ไม่ต้องขอโทษหรอก เราเองก็มีส่วนที่ทำให้เรื่องเป็นแบบนี้ แล้วพอจะมีทางแก้ไหมล่ะ”มือหนาลูบที่ศีรษะเล็กเป็นการปลอบประโลม
“ฮึก ไม่แน่ใจเท่าไหร่นะ คงต้องรอจนว่าจะเที่ยงคืนก่อนแล้วค่อยไปกลับป้ายดู”สายตาจับจ้องไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่ภายในห้องที่บอกว่าเวลาใกล้จะบ่ายสามแล้ว
“แล้วข้างนอกนั่นมันกี่โมง”
“ไม่รู้สิ แต่ถ้าเที่ยงคืนเมื่อไหร่ที่นี่จะเป็นแปดโมงเช้า”
“แล้วทำไมล่ะ ก็แค่ผลิกป้ายกลับก็ได้ไม่ใช่รึไง”นัทถามอย่างสงสัย
“มันไม่ปกติน่ะสิ ไม่เคยมีใครผลิกป้ายเปิดร้านในวันอาทิตย์ ย่าเคยบอกว่ามันจะทำให้กลับไปในที่ที่เคยจากมาไม่ได้”ร่างเล็กบอกเล่าถึงสิ่งที่ผู้เป็นย่าของตนได้ตักเตือนเอาไว้
“แล้วทำไมจะต้องปิดร้าน แล้วทำไมต้องทำเหมือนหลบอะไรบางอย่าง”
“ในวันอาทิตย์จะมีทหารตรวจตราหาคนลักลอบเข้าเมือง ซึ่งถ้าถูกเจอตัวต้องแย่แน่ และนี่ก็คือเหตุผลหนึ่งที่ไม่เคยมีใครเปิดร้านในวันอาทิตย์ ซินไม่รู้อะไรมากนักหรอก เอาแค่ว่าทำไมซินจะต้องเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดกิจการซินยังไม่รู้เลย...”มันไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ต้องตัดขาดจากอีกที่หนึ่งเพื่อมายังที่ที่เขาไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย
“...เอิ่ม...คือที่ตะคอกไปเมื่อกี้นี้ ขอโทษด้วยนะ” ร่างบางยิ้มบางๆและส่ายศีรษะเล็กน้อยเป็นการบอกว่าไม่เป็นไร
“นี่กินนอน ในนี้หมดเลยหรอ”นัทถามขณะที่มองไปรอบๆ
“ไม่หรอก แต่ก็ส่วนใหญ่ล่ะนะ จริงๆแล้วเราก็มีอพาร์ทเมนท์เล็กๆ ไว้สำหรับเก็บหนังสือคัดลอกใหม่แล้วก็ไว้สำหรับพักในวันอาทิตย์น่ะ”
“แสดงว่า ก็ไม่เคยได้ออกไปเที่ยวไหนเลยสิเนี่ย อย่างพวกทะเลหรือภูเขาน่ะ”ใบหน้าสวยยิ้มละห้อยแววตาเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินเรื่องโลกภายนอก
“ปากเสียอีกแล้วไงกู”นัทก่นด่าตนเอง เมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นทำร้ายความรู้สึกของอีกคน
นาน มันนานเกินไปจริง เวลาช่างโหดร้าย... สำหรับผู้ที่เฝ้าคอยให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายในห้องเล็กที่นอกจากความสวยงามแล้วมันไม่มีอะไรให้ทำเลย ทั้งยังปราศจากเครื่องบันเทิงอารมณ์ทุกชนิด ที่นี่มีเพียงกองหนังสือสองสามเล่มที่เขียนขึ้นด้วยภาษาอันแปลกประหลาด นัทนั่งถอดถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายบนโซฟาสไตล์โบฮีเบียน ส่วนซินก็นั่งกอดเข่าอยู่บนที่นอนที่มีลักษณะลึกเข้าไปในกำแพง
ณ เวลา12.00น. เสียงสั่นสะท้อนดังทั่วห้องเล็กๆ เป็นการให้สัญญาณ
“เช้าแล้วล่ะ” ร่างเล็กขยี้ตาเล็กน้อยด้วยอาการง่วง เพราะจริงๆแล้วมันคือเที่ยงคืนของโลกที่มีอยู่จริง เวลาที่ควรจะได้นอนคือเวลาสองสามช่วงโมงก่อนเปิดร้าน
“อืม แล้วเอาไงต่อล่ะ”
“ก็ลองไปกลับป้ายดูก่อน ได้ไม่ได้ยังไงค่อยว่ากันทีหลัง”ร่างบางเดินนำออกไปผ่านบานประตูหนาหลังผืนม่านใหญ่ ขาทั้งสองคู่เดินเคียงกันจนโผล่พ้นชั้นและกองหนังสือมากมายไปยังบานประตูกระจกที่บัดนี้ได้ท่อแสงอาทิตย์อ่อนๆเข้ามา เขาสูดลมให้ใจเข้าปอดเพื่อเตรียมใจก่อนใช้เรียวมือสวยกลับแผ่นป้ายไปในทิศทางที่มันเคยเป็น แต่มันก็ต่างออกไป ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม บ้านเรือน ผู้คน รถม้า แสงแดดยามเช้า
ขาทั้งสองข้างแทบซุดลงไปกับพื้น เป็นดั่งคำที่ย่าเขากล่าวไว้จริงๆ ร่างสูงมองดูอยู่ด้านหลังก็รู้สึกผิดไม่หาย กับสิ่งที่ตัวก่อไว้...
“ไป ไปถามทาคาช่ากัน”ร่างบางสูดลมเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะดึงผ้าคุมที่แขวนไว้ที่ราวไม้ข้างประตูมาสวมแล้วโยนอีกตัวให้คนตัวสูง
“ทาคาช่าไหน....”ร่างสูงรับเสื้อคุมมาสวมเช่นกันแต่ก็ยังงงไม่หายกับชื่อประหลาด
“ไปเถอะ ถึงแล้วก็รู้เอง” มือสองข้างกระชับให้ผ้าคุมผืนยาวปกปิดใบหน้าและเครื่องนุ่งห่มเดิมก่อนจะผลักบานประตูออกไปรับแสงแดดภายนอก....
ฝ่าฝูงชนมากมายไปตามถนนดินร้อนระอุ ขนาดยังเช้าอยู่นะเนี่ยร้านค้าแผงลอยมากมายถูกออกมาจัดเรียงรายเต็มข้างทาง ร่างเล็กเดินลัดเลาะไปตามชายคาบ้านเรือนต่างๆอย่างชำนาญทางก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังเล็กที่แทรกตัวอยู่ระหว่างร้านหมอไหกับร้านผ้าแพร ที่น่าประหลาดคือมันเล็กและแคบมากเมื่อมองจากด้านนอก ไม่น่าจะมีใคร หรือหนูตัวไหนทนอาศัยอยู่ได้
นัท ถ้าเข้าไปแล้ว เราขออย่างหนึ่งนะ อย่าพูดอะไรเด็ดขาด”นัทรับคำด้วยการพยักหน้า
“ทาคาช่า... เจ้าไม่ใช่หญิงสติฟั่นเฟือน แต่ทว่าเจ้าคือสาวงามตลอดกาล”ร่างบางกระซิบผ่านบานประตู และหลังจากนั้นไม่นานนักเสียงกระดิ่งใสก็ดังลอดออกมา ซินผลักบานประตูให้แง่มออกเล็กน้อยเพียงเท่านั้นร่างทั้งสองหน้าบานประตูก็เหมือนจะถูกดูดเข้าไปด้านใน
ภายในห้องมืดมิดไร้ซึ่งแสงใดใด เสียงๆหนึ่งดังขึ้นกล่าวถามผู้มาเยือน
“ข้าจะสวยงามเช่นตลอดไปหรือไม่?”
“เจ้าจะงามดั่งเทพีอะโฟรไดท์ และจะงดงามเช่นนั้นไปตราบเท่าที่ฟองคลื้นอยู่คู่ผืนทะเล”ซินตอบกลับเสียงปริศนาในความมืด เมื่อสิ้นสุดการสนทนา ห้องที่เคยมืดมิดจนไม่กล้าขยับแม้เพียงก้าวก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากเชิงเทียนและโคมไฟที่มีอยู่มากมายหลากสีสัน ห้องทั้งห้องประดับประดาไปด้วยม่านลูกปัดและเครื่องเรือนอื่นๆที่แวววับดั่งอัญมณี เป็นที่ตื่นตาสำหรับผู้มาเยือนอย่างนัทยิ่งนัก
“ข้าว่าแล้วว่าเจ้าจะต้องกลับมาที่นี่ นักเดินทาง คนต่างชาติ”มือเรียวที่แต่งแต้มด้วยอัญมณีมากมายแหวกผ่านม่านลูกปัดออกมาเผยให้ใบหน้างดงามและสวดทรงที่เย้ายวนใจ มือสวยลากผ่านไหล่เล็ก ก่อนจะดึงผ้าคลุมออกเผยให้เห็นดวงหน้าสวยงาม ดวงตาคมเพ่งพิศไปยังอีกคนที่ยืนเงียบ หล่อนหันเหความสนใจไปที่นัททันที และหล่อนก็ทำเช่นเดียวกับที่ทำกับซินคือเลิกผ้าคลุมออก
“เจ้าก็ชาวต่างชาติ เจ้านักดนตรี.. อยากกลับบ้านใช่ไหม.. ฮึๆ ยากหน่อยนะ เพราะพวกเจ้าได้ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ การที่เจ้าจะทำตามคำผู้ใหญ่น่ะมันไม่ใช่เรื่องยากหรอกนะจ๊ะที่รัก แหกกฎกันไปทำไม... เห็นผลรึยัง เห็นผลจากการไม่เชื่อฟังรึยังล่ะ” มือสวยปาดป่ายไปตามไหล่กว้างของนัท
“รูปงามมากเลยล่ะ ข้าชักจะถูกใจเจ้าแล้วสิ”
“เอาอย่างนี้ไหม ยกเขาให้ข้าแล้วข้าจะบอกวิธีกลับไปยังที่ที่จากมาให้”ตาคมสวยตวัดมองร่างเล็ก
“ไม่ได้..เรามาด้วยกัน ก็ต้องกลับไปพร้อมกัน ข้ายกเขาให้เจ้าไม่ได้”ซินมองไปหญิงสาวด้วยแววตามุ่งมั่น
“ข้าล่ะเบื่อ... อืมเอาเถอะ แต่เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้าจะไม่ทำอะไรให้ฟรีๆ ของอย่างนี้มันต้องมีแลกเปลี่ยน”
“อะไรก็ได้ ข้าสัญญา”
“ลั่นวาจาแล้วห้ามคืนคำ คำสัญญานั้นศักดิ์สิทธิ์ อย่าพูดอะไรพ่อยๆ”หล่อนคำรามขึ้นช่างเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยพลัง
“ข้าพูดแล้วจะไม่คืนคำ” รอยยิ้มแฝงด้วยเลศนัยของทาคาช่าทำเอานัทสยอง
“ก็ดี งั้นเอาเป็นว่าเจ้าไปทำให้เจ้าเมืองอันทาซมาขอข้าแต่งงานทีสิ ทำให้เขาหลงรักข้าจากสิ่งที่ข้าเป็น ทำให้เขาเอ่ยปากว่ารักข้า ลุ่มหลงข้า แล้วข้าจะส่งเจ้าทั้งสองกลับบ้าน”
“ข้าจะทำให้เกิดโอกาสนั้น โอกาสที่เขาจะตกหลุมรักเจ้า และขอเจ้าแต่งงาน แต่ว่าเจ้าจะต้องยอมไปพบเขาด้วยตัวเองด้วย..”
“ไม่... เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”หล่อนค่อนข้างโกรธเมื่ออีกฝ่ายต่อรอง
“มีสิ เพราะสิ่งที่เจ้าขอนั้นมันราคามากเกินกว่า สิ่งที่เจ้าจะทำ เพราะการส่งข้ากับสหายกลับบ้านไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับเจ้า”
“งั้นได้ ข้าจะยอมไปพบเขา แต่!! แค่สามครั้ง สามครั้งเท่านั้น เจ้าจะต้องทำให้เขาตกหลุมรักข้าให้ได้”
“ตกลง”
“จำไว้ล่ะ สัญญาแล้วห้ามคืนคำ อ้อ! แล้วอย่างหนึ่งนะ ซินเซียร์ เขาไม่ใช่สหายเจ้า แต่เขาจะเป็นคนที่แสนพิเศษ”สิ้นเสียงรอยยิ้มหวานจากทาคาช่าก็เรือนหายไปราวกับอากาศธาตุ ห้องที่เคยยืนอยู่ก็เปลี่ยนเป็นท่ามกลางฝูงชนบนถนนที่ร้อนระอุ
“พูดได้ยังอ่ะ”นัทถามซินที่เดินดุ่ยๆกลับไปที่ร้าน
“ได้ แต่ไว้คุยกันตอนถึงร้านแล้วดีกว่า”สีหน้าของซินบ่งบอกว่ากำลังกังวลอย่างมาก
การที่จะทำให้เจ้าเมืองที่แสนเย่อหยิ่งหลงรักผู้หญิงอย่างทาคาช่ามันยากกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
จบแล้วจ้า ตอนต่อไปก็อีกสักพ๊าก....ล่ะนะ เหอๆ ดองซ้า... นิยายเปลื่อยหมดเลย
ขอบคุณท่านนักอ่านที่รอคอยการ come back มาต่อให้แล้วนะหลังจากหายไปนานมว๊าก....
รักคนอ่านนะจุ๊บๆๆ