Attachment Story 2 [Ch.3]

posted on 26 May 2012 03:16 by barbarry

ตอนที่3

 

“นัทอย่า!...”

 

เมื่อแผ่นป้ายอีกด้านได้หันออกสู่โลกภายนอก แสงแดดที่เคยลอดผ่านม่านกระดาษของกองหนังสือหนาก็คล้อยดับไปอย่างเชื่องช้า เมื่อแสงแห่งสุริยันต์ได้ดับไปแสงแห่งจันทราก็ได้เคลื่อนกายเข้ามาแทนที่ ทัศนียภาพภายนอกถูกบิดเบือน... อาคารบ้านเรือนที่ทันสมัยได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ดวงตาเบิกโพลงอย่างตระหนกแต่เมื่อเรียกสติคืนมาได้ มือเรียวเล็กก็จับเข้าที่ข้อแขนหนาของอีกคนที่กำลังตกตลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ซินฉุดกระชากร่างของอีกคนให้ตามตนเองไปอย่างสุดกำลังเท่าที่ตัวเขาในตอนนี้จะทำได้ ทั้งสองร่างเคลื่อนผ่านชั้นหนังสือมากมายไปยังบานประตูที่ซ้อนอยู่หลังผ้าม่านโบราณ ระหว่างทางไฟจากตะเกียงก็ถูกดับอย่างรวดเร็ว โดยฝีมือเจ้าของร้านที่ทำสิ่งต่างๆอย่างร้อนรน

บานประตูปิดลงอย่างเงียบเชียบ แสงไฟจากเชิงเทียนเปล่งแสงสว่างขึ้นทำให้ห้องที่เคยมืดมิดปรากฏรูปร่าง ภายในห้องจัดแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ต่างจากหน้าร้านอยู่มากทั้งดูดีกว่าหรูหรากว่า นอกจากชุดรับแขกแล้วห้องๆนี้ยังมีเตียงนอนและตู้เสื้อผ้าที่อยู่ลึกเข้าไปในผนัง

“เกือบไปแล้ว”ร่างเล็กอยู่ในอาการเหนื่อยหอบจากเหตุการณ์ที่เกิดอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

“นี่มันอะไรกันน่ะ เกิดอะไรขึ้น แกเป็นใครกันแน่!”คนตัวโตเริ่มโวยวาย

“เราก็เป็นเรา เป็นเรามาตั้งแต่ต้น ไม่เคยเป็นอะไรทั้งนั้น! ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้นัทเข้าใจยังไง แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้ มันเป็นฝีมือของนัท นัททำเรื่องให้ใหญ่เกินแก้ ซินไม่น่าเลย ไม่ควรจริงๆ อยู่คนเดียวก็ดีอยู่แล้วไม่น่าหาเรื่องเลย” เขาก็แค่ต้องการจะคุยกับใครสักคนบนโลกใบเดิมที่เขาเคยอยู่ เคยหัวเราะ เคยมีน้ำตาก็เท่านั้น

“นี่! หยุดพูดอะไรที่ฉันเข้าใจซักที ฉันไปทำอะไร ทำตอนไหน!”นัทสติขาดทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวโทษว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่เป็นฝีมือของเขา มือหนาทั้งสองข้างกระชากไหล่บางเข้าหาตัวก่อนจะใช้น้ำเสียงและสายตาที่โกรธเกรี้ยวเข้าหา

“ยังจะมาถาม! ก็นัทนั่นแหละที่ผลิกป้ายในวันอาทิตย์ ไม่ถามเราซักคำ ซินจะบอกให้นะ! ถ้าอยากรู้ก็จะบอกให้ ร้านนี้น่ะ มันเป็นร้านหนังสือที่เปิดเฉพาะตอนหลังเที่ยงคืนของที่ที่นัทมาแต่มันจะเป็นเวลาเช้าของที่นี่ ที่ที่ไม่เคยมีหรือปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ และมีอยู่ของห้ามหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ห้ามละเมิดเด็ดขาด คือห้ามผลิกป้ายในวันอาทิตย์!”น้ำเสียงกระด้างเปล่งออกมาด้วยโทสะ สายตาของเขาจ้องไปยังดวงตาอีกคู่อย่างไม่หวาดหวั่น ซึ่งทำให้นัทต้องผงะและถ้อยให้ห่างจากร่างบาง

ร่างสูงอยู่ในอาการสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่เคยคาดคิดว่าช่วงชีวิตหนึ่งจะต้องมาประสบพบเจอกับเรื่องราวประหลาดนี่  ตัวของเขาทรุดลงกับพื้นด้วยอาการเข่าอ่อน

นี่มันบ้าอะไรกัน

ต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ ล้อกันเล่นรึเปล่า

“ตลกน่า.. ไม่มีเรื่องโกหกแบบนี้อยู่จริงหรอก”คำพูดที่คล้ายว่าเขานั้นกำลังสนทนาอยู่กับตนเองและอาการที่สับสนได้ทำให้คนที่ยืนดูอยู่ค่อยๆผ่อนอารมณ์ลงมา เขานั่งลงข้างๆ

“ไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ มันเกิดขึ้นจริง ตอนแรกซินก็เป็นแบบนัทนั้นแหละ ร้านนี้ซินรับช่วงต่อจากคุณย่าอีกที มันเป็นหน้าที่ของหลานคนหนึ่ง ซินขอโทษนะที่ดึงนัทเข้ามา ซินแค่ต้องการมีเพื่อนแบบคนปกติก็เท่านั้น”แววตาเศร้าหมองทอดมองไปที่พื้นพรม น้ำใสๆก็เริ่มหลั่งรินอย่างห้ามไม่ได้

“...”ไม่มีคำพูดใด จะว่ายังไงได้ล่ะ เพราะที่เรื่องมันเป็นแบบนี้มันก็ความผิดของเขาส่วนหนึ่ง และยิ่งได้ยินแบบนี้แล้วตัวเขาเองที่ไม่ค่อยเข้าใจนักก็ยังอดเห็นใจคนตรงหน้าไม่ได้

“นัท... ขอโทษด้วยนะ”น้ำตาใสยังคงไหลออกมาไม่ขาด

“ไม่ต้องขอโทษหรอก เราเองก็มีส่วนที่ทำให้เรื่องเป็นแบบนี้ แล้วพอจะมีทางแก้ไหมล่ะ”มือหนาลูบที่ศีรษะเล็กเป็นการปลอบประโลม

“ฮึก ไม่แน่ใจเท่าไหร่นะ คงต้องรอจนว่าจะเที่ยงคืนก่อนแล้วค่อยไปกลับป้ายดู”สายตาจับจ้องไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่ภายในห้องที่บอกว่าเวลาใกล้จะบ่ายสามแล้ว

“แล้วข้างนอกนั่นมันกี่โมง”

“ไม่รู้สิ แต่ถ้าเที่ยงคืนเมื่อไหร่ที่นี่จะเป็นแปดโมงเช้า”

“แล้วทำไมล่ะ ก็แค่ผลิกป้ายกลับก็ได้ไม่ใช่รึไง”นัทถามอย่างสงสัย

“มันไม่ปกติน่ะสิ ไม่เคยมีใครผลิกป้ายเปิดร้านในวันอาทิตย์ ย่าเคยบอกว่ามันจะทำให้กลับไปในที่ที่เคยจากมาไม่ได้”ร่างเล็กบอกเล่าถึงสิ่งที่ผู้เป็นย่าของตนได้ตักเตือนเอาไว้

“แล้วทำไมจะต้องปิดร้าน แล้วทำไมต้องทำเหมือนหลบอะไรบางอย่าง”

“ในวันอาทิตย์จะมีทหารตรวจตราหาคนลักลอบเข้าเมือง ซึ่งถ้าถูกเจอตัวต้องแย่แน่ และนี่ก็คือเหตุผลหนึ่งที่ไม่เคยมีใครเปิดร้านในวันอาทิตย์ ซินไม่รู้อะไรมากนักหรอก เอาแค่ว่าทำไมซินจะต้องเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดกิจการซินยังไม่รู้เลย...”มันไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ต้องตัดขาดจากอีกที่หนึ่งเพื่อมายังที่ที่เขาไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย

“...เอิ่ม...คือที่ตะคอกไปเมื่อกี้นี้ ขอโทษด้วยนะ” ร่างบางยิ้มบางๆและส่ายศีรษะเล็กน้อยเป็นการบอกว่าไม่เป็นไร

“นี่กินนอน ในนี้หมดเลยหรอ”นัทถามขณะที่มองไปรอบๆ

“ไม่หรอก แต่ก็ส่วนใหญ่ล่ะนะ จริงๆแล้วเราก็มีอพาร์ทเมนท์เล็กๆ ไว้สำหรับเก็บหนังสือคัดลอกใหม่แล้วก็ไว้สำหรับพักในวันอาทิตย์น่ะ”

“แสดงว่า ก็ไม่เคยได้ออกไปเที่ยวไหนเลยสิเนี่ย อย่างพวกทะเลหรือภูเขาน่ะ”ใบหน้าสวยยิ้มละห้อยแววตาเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินเรื่องโลกภายนอก

“ปากเสียอีกแล้วไงกู”นัทก่นด่าตนเอง เมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นทำร้ายความรู้สึกของอีกคน

 

นาน มันนานเกินไปจริง เวลาช่างโหดร้าย... สำหรับผู้ที่เฝ้าคอยให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายในห้องเล็กที่นอกจากความสวยงามแล้วมันไม่มีอะไรให้ทำเลย ทั้งยังปราศจากเครื่องบันเทิงอารมณ์ทุกชนิด ที่นี่มีเพียงกองหนังสือสองสามเล่มที่เขียนขึ้นด้วยภาษาอันแปลกประหลาด นัทนั่งถอดถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายบนโซฟาสไตล์โบฮีเบียน ส่วนซินก็นั่งกอดเข่าอยู่บนที่นอนที่มีลักษณะลึกเข้าไปในกำแพง

ณ เวลา12.00น. เสียงสั่นสะท้อนดังทั่วห้องเล็กๆ เป็นการให้สัญญาณ

“เช้าแล้วล่ะ” ร่างเล็กขยี้ตาเล็กน้อยด้วยอาการง่วง เพราะจริงๆแล้วมันคือเที่ยงคืนของโลกที่มีอยู่จริง เวลาที่ควรจะได้นอนคือเวลาสองสามช่วงโมงก่อนเปิดร้าน

“อืม แล้วเอาไงต่อล่ะ”

“ก็ลองไปกลับป้ายดูก่อน ได้ไม่ได้ยังไงค่อยว่ากันทีหลัง”ร่างบางเดินนำออกไปผ่านบานประตูหนาหลังผืนม่านใหญ่ ขาทั้งสองคู่เดินเคียงกันจนโผล่พ้นชั้นและกองหนังสือมากมายไปยังบานประตูกระจกที่บัดนี้ได้ท่อแสงอาทิตย์อ่อนๆเข้ามา เขาสูดลมให้ใจเข้าปอดเพื่อเตรียมใจก่อนใช้เรียวมือสวยกลับแผ่นป้ายไปในทิศทางที่มันเคยเป็น แต่มันก็ต่างออกไป ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม บ้านเรือน ผู้คน รถม้า แสงแดดยามเช้า

ขาทั้งสองข้างแทบซุดลงไปกับพื้น เป็นดั่งคำที่ย่าเขากล่าวไว้จริงๆ ร่างสูงมองดูอยู่ด้านหลังก็รู้สึกผิดไม่หาย กับสิ่งที่ตัวก่อไว้...

“ไป ไปถามทาคาช่ากัน”ร่างบางสูดลมเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะดึงผ้าคุมที่แขวนไว้ที่ราวไม้ข้างประตูมาสวมแล้วโยนอีกตัวให้คนตัวสูง

“ทาคาช่าไหน....”ร่างสูงรับเสื้อคุมมาสวมเช่นกันแต่ก็ยังงงไม่หายกับชื่อประหลาด

“ไปเถอะ ถึงแล้วก็รู้เอง” มือสองข้างกระชับให้ผ้าคุมผืนยาวปกปิดใบหน้าและเครื่องนุ่งห่มเดิมก่อนจะผลักบานประตูออกไปรับแสงแดดภายนอก....

ฝ่าฝูงชนมากมายไปตามถนนดินร้อนระอุ ขนาดยังเช้าอยู่นะเนี่ยร้านค้าแผงลอยมากมายถูกออกมาจัดเรียงรายเต็มข้างทาง ร่างเล็กเดินลัดเลาะไปตามชายคาบ้านเรือนต่างๆอย่างชำนาญทางก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังเล็กที่แทรกตัวอยู่ระหว่างร้านหมอไหกับร้านผ้าแพร ที่น่าประหลาดคือมันเล็กและแคบมากเมื่อมองจากด้านนอก ไม่น่าจะมีใคร หรือหนูตัวไหนทนอาศัยอยู่ได้

นัท ถ้าเข้าไปแล้ว เราขออย่างหนึ่งนะ อย่าพูดอะไรเด็ดขาด”นัทรับคำด้วยการพยักหน้า

“ทาคาช่า... เจ้าไม่ใช่หญิงสติฟั่นเฟือน แต่ทว่าเจ้าคือสาวงามตลอดกาล”ร่างบางกระซิบผ่านบานประตู และหลังจากนั้นไม่นานนักเสียงกระดิ่งใสก็ดังลอดออกมา ซินผลักบานประตูให้แง่มออกเล็กน้อยเพียงเท่านั้นร่างทั้งสองหน้าบานประตูก็เหมือนจะถูกดูดเข้าไปด้านใน

ภายในห้องมืดมิดไร้ซึ่งแสงใดใด เสียงๆหนึ่งดังขึ้นกล่าวถามผู้มาเยือน

“ข้าจะสวยงามเช่นตลอดไปหรือไม่?”

“เจ้าจะงามดั่งเทพีอะโฟรไดท์ และจะงดงามเช่นนั้นไปตราบเท่าที่ฟองคลื้นอยู่คู่ผืนทะเล”ซินตอบกลับเสียงปริศนาในความมืด เมื่อสิ้นสุดการสนทนา ห้องที่เคยมืดมิดจนไม่กล้าขยับแม้เพียงก้าวก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากเชิงเทียนและโคมไฟที่มีอยู่มากมายหลากสีสัน ห้องทั้งห้องประดับประดาไปด้วยม่านลูกปัดและเครื่องเรือนอื่นๆที่แวววับดั่งอัญมณี เป็นที่ตื่นตาสำหรับผู้มาเยือนอย่างนัทยิ่งนัก

“ข้าว่าแล้วว่าเจ้าจะต้องกลับมาที่นี่ นักเดินทาง คนต่างชาติ”มือเรียวที่แต่งแต้มด้วยอัญมณีมากมายแหวกผ่านม่านลูกปัดออกมาเผยให้ใบหน้างดงามและสวดทรงที่เย้ายวนใจ มือสวยลากผ่านไหล่เล็ก ก่อนจะดึงผ้าคลุมออกเผยให้เห็นดวงหน้าสวยงาม ดวงตาคมเพ่งพิศไปยังอีกคนที่ยืนเงียบ หล่อนหันเหความสนใจไปที่นัททันที และหล่อนก็ทำเช่นเดียวกับที่ทำกับซินคือเลิกผ้าคลุมออก

“เจ้าก็ชาวต่างชาติ เจ้านักดนตรี..  อยากกลับบ้านใช่ไหม.. ฮึๆ ยากหน่อยนะ เพราะพวกเจ้าได้ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ การที่เจ้าจะทำตามคำผู้ใหญ่น่ะมันไม่ใช่เรื่องยากหรอกนะจ๊ะที่รัก แหกกฎกันไปทำไม... เห็นผลรึยัง เห็นผลจากการไม่เชื่อฟังรึยังล่ะ” มือสวยปาดป่ายไปตามไหล่กว้างของนัท

“รูปงามมากเลยล่ะ ข้าชักจะถูกใจเจ้าแล้วสิ”

“เอาอย่างนี้ไหม ยกเขาให้ข้าแล้วข้าจะบอกวิธีกลับไปยังที่ที่จากมาให้”ตาคมสวยตวัดมองร่างเล็ก

“ไม่ได้..เรามาด้วยกัน ก็ต้องกลับไปพร้อมกัน ข้ายกเขาให้เจ้าไม่ได้”ซินมองไปหญิงสาวด้วยแววตามุ่งมั่น

“ข้าล่ะเบื่อ... อืมเอาเถอะ แต่เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้าจะไม่ทำอะไรให้ฟรีๆ ของอย่างนี้มันต้องมีแลกเปลี่ยน”

“อะไรก็ได้ ข้าสัญญา”

“ลั่นวาจาแล้วห้ามคืนคำ คำสัญญานั้นศักดิ์สิทธิ์ อย่าพูดอะไรพ่อยๆ”หล่อนคำรามขึ้นช่างเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยพลัง

“ข้าพูดแล้วจะไม่คืนคำ” รอยยิ้มแฝงด้วยเลศนัยของทาคาช่าทำเอานัทสยอง

“ก็ดี งั้นเอาเป็นว่าเจ้าไปทำให้เจ้าเมืองอันทาซมาขอข้าแต่งงานทีสิ ทำให้เขาหลงรักข้าจากสิ่งที่ข้าเป็น ทำให้เขาเอ่ยปากว่ารักข้า ลุ่มหลงข้า แล้วข้าจะส่งเจ้าทั้งสองกลับบ้าน”

“ข้าจะทำให้เกิดโอกาสนั้น โอกาสที่เขาจะตกหลุมรักเจ้า และขอเจ้าแต่งงาน แต่ว่าเจ้าจะต้องยอมไปพบเขาด้วยตัวเองด้วย..”

“ไม่... เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”หล่อนค่อนข้างโกรธเมื่ออีกฝ่ายต่อรอง

“มีสิ เพราะสิ่งที่เจ้าขอนั้นมันราคามากเกินกว่า สิ่งที่เจ้าจะทำ เพราะการส่งข้ากับสหายกลับบ้านไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับเจ้า”

“งั้นได้ ข้าจะยอมไปพบเขา แต่!! แค่สามครั้ง สามครั้งเท่านั้น เจ้าจะต้องทำให้เขาตกหลุมรักข้าให้ได้”

“ตกลง”

“จำไว้ล่ะ สัญญาแล้วห้ามคืนคำ อ้อ! แล้วอย่างหนึ่งนะ ซินเซียร์ เขาไม่ใช่สหายเจ้า แต่เขาจะเป็นคนที่แสนพิเศษ”สิ้นเสียงรอยยิ้มหวานจากทาคาช่าก็เรือนหายไปราวกับอากาศธาตุ ห้องที่เคยยืนอยู่ก็เปลี่ยนเป็นท่ามกลางฝูงชนบนถนนที่ร้อนระอุ

“พูดได้ยังอ่ะ”นัทถามซินที่เดินดุ่ยๆกลับไปที่ร้าน

“ได้ แต่ไว้คุยกันตอนถึงร้านแล้วดีกว่า”สีหน้าของซินบ่งบอกว่ากำลังกังวลอย่างมาก

การที่จะทำให้เจ้าเมืองที่แสนเย่อหยิ่งหลงรักผู้หญิงอย่างทาคาช่ามันยากกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก

 

 

 

จบแล้วจ้า ตอนต่อไปก็อีกสักพ๊าก....ล่ะนะ เหอๆ ดองซ้า... นิยายเปลื่อยหมดเลย

ขอบคุณท่านนักอ่านที่รอคอยการ come back มาต่อให้แล้วนะหลังจากหายไปนานมว๊าก....

รักคนอ่านนะจุ๊บๆๆ

Attachment Story 2 [Ch.2]

posted on 27 Oct 2011 02:20 by barbarry

ตอนที่2

วันหยุดในรอบสัปดาห์มาถึงแล้วแต่แทนที่เขาจะได้พักผ่านอยู่บนเตียงนุ่มๆมันก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องลุกขึ้นมาแต่งตัวเพื่อไปเล่นดนตรีซึ่งเป็นงานนอกสถานที่ รถเมล์สายเดิมถูกใช่โดยสารไปยังผับที่เล่นประจำ ภายในห้องพักด้านหลังเขามองหากีตาร์ที่ฝากเพื่อนเก็บไว้ให้ เมื่อพบก็คว้าขึ้นมาสะพายและทำท่าว่าจะเดินออกไปทันที



“ไอ้นัท มึงจะรีบไปไหนวะ”โก้ร้องทักท้วงทันทีเมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนดูรีบร้อนทั้งๆที่เป็นวันหยุด แถมยังไม่ยอมทักเขาสักคำ



“กูจะรีบไปเล่นให้พี่แสตมป์ที่พัทยา พอดีมือกีตาร์ของวงรุ่นน้องพี่เขาป่วยเข้าโรงพยาบาล”



“เออ.. งั้นเดี๋ยวกูไปส่ง”ว่าเสร็จโก้ก็คว้ากางเกงยีนสีซีดที่พาดอยู่กับโซฟามาล้วงหากุญแจ



“เห้ย! เร็วๆ”นัทเร่งทันทีเมื่อเห็นว่าเพื่อนหากุญแจไม่เจอซักที



“ได้แล้ว! เร่งจริงโว้ยไอ้นี่ คนอุส่าไปส่งยังจะเร่งอีก มีความเกรงใจกูบ้างไหมเนี่ย”สวนกลับมาเป็นชุด



“ไม่ต้องพูดมากเลยมึง กูรู้ว่ามึงจะไปเที่ยว”นัทพูดขัดอย่างรู้ทัน

 



ภายในตัวรถที่กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วบนทางด่วนคนมาดนิ่งนั่งมองนาฬิกาขอมืออย่างกังวลทำให้คนที่ทำหน้าที่ขับมาส่งต้องเหยียบคันเร่งจนมิด



“งานเริ่มกี่โมงวะ รีบเกิน”



“5โมง”



“อืม... ดีมากครับ ตอนนี้ก็บ่ายสองนะครับ ไม่ทราบว่าคุณมึงจะรีบไปตามพระไตรปิฎกที่ไหนวะ!!”โก้ถอนหายใจอย่างเอือมระอาเมื่อเหลือบไปมองที่นาฬิการถยนต์



“บ่ายสองเชี่ยไร มันสี่โมงแล้ว”เขาเถียงทันควันพร้อมยกนาฬิกาขอมือของตนให้อีกคนดู



“กูว่าตีสี่แหละ ไอ้ฟาย!!นาฬิกาของมึงตาย มึงดูเข็มวินาทีดิมันกระดิกกลับไปกลับมาน่ะมึงเห็นไหม”นัทชักนาฬิกากลับมาและเพ่งมองที่หน้าปัดนาฬิกาอีกครั้ง เป็นจริงอย่างที่โก้บอกเข็มวินาทีที่เดินไปข้างหน้าได้แค่สามสี่วิก็ถอยหลังลงมาทันทีบ่งบอกว่านาฬิกานี้ได้หมดอายุการเดินไปแล้ว



“บ่ายสองหรอ เออ...บ่ายสองแล้วมึงรีบพากูมาทำไมเนี่ย”เขาปัดความผิดทั้งหมดไปที่คนขับแบบเนียนๆ



“จะให้กูด่าไหมฮะ”



“ฮ่าๆๆ หยวนๆน่าเพื่อนกัน”



“มึงจ่ายค่าทางด่วนเลย เล่นเอาซะกูเหยียบคันเร่งไม่เก่งใจชาวบ้านเลยเนี่ย”ได้แต่ยิ้มแหยๆยอมรับความผิดไปตามระเบียบ



เครื่องยนต์ผ่อนความเร็วลงไปกว่าครึ่งพร้อมเบียดลงเข้าเลนซ้าย ผ่านไปครึ่งชั่วโมงพวกเขาเริ่มเข้าสู่ตัวเมืองของจังหวัดชลบุรี นัทที่นั่งเงียบอยู่นานก็เผลอคิดไปถึงเรื่องที่เจอเมื่อหลายวันก่อน รอยยิ้มชวนมองแต่ก็แฝงไปด้วยข้อสงสัยมากมาย เรื่องราวที่ดูคลุมเครือของคนคนนั้นทำเอาเขาไม่เป็นสุขอยู่หลายวัน




“ไอ้โก้ มึงรู้จักร้านหนังสือหรือร้ายขายของเก่าแถวผับรึเปล่าวะ”เพราะจากการคลาดการของเขาแล้ว ร้านของซินน่าจะเป็นร้านที่เกี่ยวกับหนังสือหรือไม่ก็ร้านขายของเก่า



“ร้านหนังสือน่ะมี แต่ร้านขายของเก่าไม่มีหรอก แล้วมึงถามทำไมล่ะ”




“เออน่า...แล้วมันอยู่ตรงไหนวะ”เขายังคงถามต่อด้วยความอยากรู้




“ก็ฝั่งตรงข้ามผับที่เป็นร้านหนังสือเก่าน่ะ สไตล์การตกแต่งร้านนี้โบราณใช้ได้เลย แต่เห็นปิดร้านตลอดเลยนะ ไม่เคยเห็นจะเปิดร้านซักวัน เห็นจะมีแต่วันอาทิตย์ที่มีคนขนของวุ่นวายอยู่ในร้าน คล้ายๆว่าจัดหนังสือใหม่อ่ะ”




“แปลกว่ะ ก็ไหนว่าเปิดทุกวัน”นัทบ่นพึมพำเมื่อนึกไปถึงบทสนทนาของเขาและซิน




“มึงไปเอามาจากไหน กูเดินแถวนั้นจนเท้าด้านแล้วกูยังไม่เคยเห็นมันพลิกป้าย close ซักวันเลย”โก้หันมาถามอย่างสงสัย




“เออ.. มึงขับรถไปเถอะ กูถามไปงั้นแหละไม่คิดจะแวะไปหรอก..”

 



ปากก็พูดว่าไปอย่างนั้นแต่ความอยากรู้ในตัวเขามันก็ห้ามไม่ได้ซะด้วย เพราะเมื่อรู้แหล่งที่อยู่ของร้านแล้วเมื่อยามเดินผ่านไปมาก็อดไม่ได้ที่จะไปด้อมๆมองๆอยู่แถวๆหน้าร้าน ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เพื่อนนักดนตรีของเขาว่าไว้ ร้านไม่เคยเปิดรับลูกค้าและเขาเองก็ยังไม่เห็นวี่แววของเจ้าของร้านที่เคยเชื้อเชิญให้เขามาเลย



วันอาทิตย์วันที่แดดทอแสงจ้าตลอดวัน เขาแวะเวียนมาที่ย่านร้านแถวผับอีกครั้งเนื่องด้วยสายกีตาร์ของเขาเริ่มเสื่อมสภาพจึงแวะมาเปลี่ยนสายที่ร้านเครื่องดนตรีใกล้ๆผับ ซึ่งเมื่อหมดธุระปะปางต่างๆแล้วขายาวก็ไม่วายจะก้าวข้ามไปอีกฟากฝั่งถนนซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านหนังสือโบราณ



สายตากวาดมองไปทั่วร้านผ่านกระจกใสที่ดูเหมือนจะได้รับการทำความสะอาดอยู่ตลอด

กริ๊ง.. สิ้นเสียงใสกังวานบานประตูไม้สีเข้มก็เปิดออก พร้อมกับร่างบอบบางที่ออกมายกเอากล่องลังที่วางอยู่หน้าร้าน สายตาของเขาตวัดมองผู้มาใหม่พร้อมรอยยิ้มจางๆระบายขึ้นบนหน้าขาวใส



“นัท...แวะมาได้สักทีนะ”



“อา..อืม พอดีแวะมาทำธุระที่ร้านตรงนู้นน่ะ ก็เลยเดินมาดูสักหน่อย”นัทตอบอย่างเก้ๆกังๆพร้อมกับการยกมือขึ้นเกาที่ท้ายทอยเป็นการแก้เขิน



“หรอ... ไหนๆก็มาแล้ว เข้ามาก่อนสิ”ร่างเล็กพยักหน้าเชิงเชื้อเชิญให้เข้าไป



“เออ..จะดีหรอ ยุ่งอยู่ไม่ใช่หรอ”เขากล่าวอ้างขึ้นเพื่อที่จะไม่ต้องเข้าไปในร้าน เพราะในตอนนี้เขารู้สึกว่ายังไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่



“ไม่หรอก  แค่จะเอาหนังสือมาเพิ่มเฉยๆน่ะ เข้ามาสิ”หลังเล็กดันบานประตูให้เปิดค้างทิ้งไว้รออีกคน นัทสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเดินตามเข้าไป



ภายในตัวร้านค่อนข้างทึบแสงพอสมควรทั้งๆที่แดดออกแรงในวันนี้อาจเป็นเพราการวางเรียงกันของหนังสือและชั้นหนังสือที่มันอยู่มากและดูเหมือนจะมากกว่าหอสมุดเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงจะเต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงมากมายแต่ถ้ามองกวาดสายตาดูดีๆแล้วข้างในตัวร้านดูกว้างขวางมากเมื่อเทียบจากที่มองมาจากข้างนอก




สิ่งที่น่าจะเห็นเป็นอย่างแรกตั้งแต่เดินเข้ามาก็คือเคาน์เตอร์ไม้ทรงโบราณตั้งอยู่ใกล้กับประตูทางเข้า  ข้างทางเท้าที่ใช้เดินภายในร้านก็เต็มไปด้วยกองกระดาษและม่วนกระดาษมากมาย ร่างเล็กๆเดินหายไปกับซอกทางเดิน ขาเรียวยาวก้าวเดินไปทั่วร้านจากนั้นไม่นานแสงสว่างก็เพิ่มมากขึ้นด้วยแสงจากตะเกียงไฟข้างผนังถูกจุดขึ้นทีละอัน




แปลก คงนึกออกแค่คำนี้คำเดียวไฟฟ้าก็ไม่ใช้ ข้าวของที่อยู่ในร้านก็ดูโบราณพิกลหนังสือที่มีอยู่ล้วนเขียนด้วยภาษาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน หน้าปกก็หยาบเหมือนทำจากหนังสัตว์



หากในตอนนี้มีใครมาบอกว่าเจ้าของเรือนร่างบอบบางตรงหน้านี้เป็นแม่มดจำแลงกายมาเขาก็คงจะเชื่อในทันทีเพราะนอกจากสิ่งของภายในที่พาให้คล้อยตามแล้วในที่แห่งนี้ยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมประหลาดอีกด้วย



“นัท... เป็นอะไรรึเปล่า”มือเรียวแตะที่ไหล่หนาของอีกคนที่ดูเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์ให้รู้สึกตัว เมื่อถูกสัมผัสนัทก็ดึงสติกลับมาทันทีพร้อมอาการสะดุ้งตกใจเล็กน้อย




“อ่อ..เปล่า..ร้านเก่าน่าดูนะเนี่ย”รอยยิ้มละไมค่อยๆปรากฏขึ้นอย่างพอจะเข้าใจความคิดของนัท




“อื้ม..ก็ต้องเก่าหน่อยแหละเพราะที่นี่เป็นร้านที่ซินดูแลต่อจากคุณย่าน่ะ จะว่าไงดีล่ะมันเป็นร้านที่ตกทอดกันมานานมากแล้ว แบบรุ่นต่อรุ่นมีมาก่อนที่ตึกข้างๆจะสร้างซะอีก”ซินอธิบายขณะที่หยิบหนังสือจากกล่องขึ้นมาแล้วจัดแจงเข้าชั้นใกล้ๆ




“เออ...แล้วซินเรียนจบอะไรมาล่ะ”นัทถามพลางสังเกตไปทั่วร้าน




“ซินไม่ได้เรียนตั้งแต่ตอนนั้น.. ตั้งแต่ที่ย้ายออกมาแล้วล่ะ แต่ซินก็เรียนนะแค่ไม่ได้เรียนโรงเรียนปกติ คือว่าเรียนที่บ้านน่ะ”แววตาที่เคยส่องประกายสดใสก็หม่นหมองลงทันที




นัทที่ยังคงสนใจสิ่งของรอบตัวโดยไม่ได้สังเกตในตัวเจ้าของร้านเท่าไหร่ สายตาคมปะทะเข้ากับป้ายเปิดปิดร้าน และนี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แปลกประหลาดแผ่นด้านหน้าที่หันออกไปนอกร้านเป็นแผ่นป้ายธรรมดาแต่อีกด้านนี่สิน่าสนใจมันทำจากแผ่นไม้ที่สลักด้วยภาษาเดียวกับหนังสือทุกเล่มที่อยู่ในร้าน มือหนาเอื้อมไปแตะเพียงแค่จะลองกลับด้านของป้ายดูเล่น เมื่อดวงตาสวยหันไปเห็นเข้าก็ตกใจทันทีทั้งพยายามส่งเสียงห้ามไม่ให้ผู้มาเยือนแตะต้องแผ่นป้ายนั้นแต่ว่า



“นัทอย่า!...”ช้าเกินไป..แผ่นป้ายไม้สลักได้หันกลับไปอีกด้านหนึ่งแล้ว...


จบตอนแล้วจ้า

เป็นยังไงบ้าง ต้องบอกก่อนเลยว่าเรื่องที่กำลังแต่อยู่นี้ได้อิทธิพลมาจากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง

ชื่อยูลิสซิสมัวร์ และส่วนหนึ่งก็มาจากการอ่านพันหนึ่งราตรีฉบับการ์ตูนกอปรด้วยการฟังเพลงนิรันดร์และประกายที่มากเกินขนาด

จึงออกมาเป็นพล็อตเรื่องนี้ ซึ่งจริงๆแล้วก่อนนี้จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องเล่าของหญิงชรากับหลานชาย แต่ไปๆมาก็เปลี่ยนมาเป็นฟิคของsingularแทน

ชอบไม่ชอบยังไงก็บอกด้วยเน้อ

เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นยังไงก็ต้องรอติดตามกันดูนะจ๊ะนักอ่านที่รัก


edit @ 27 Oct 2011 19:22:29 by Rad_Scarf

Attachment Story 2 [Ch.1]

posted on 23 Oct 2011 12:01 by barbarry

ตอนที่1

แสงไฟหลากสีสาดสลับกันไปทั่วพื้นที่อันมืดสลัวของผับแห่งหนึ่ง ร่างสูงหอบหิ้วของสำคัญผ่านผู้คนมากมายที่กำลังปลดปล่อยอารมณ์ผ่านการเต้นรำและการร้องเพลงหรือจะเรียกว่าการตะโกนโวกเวกซึ่งน่าจะใกล้เคียงความจริงที่สุด เขาตรงไปที่ห้องด้านหลังเวทีเมื่อเปิดประตูเข้าก็พบเพื่อนนักดนตรีนั่งรออยู่ในห้องก่อนอยู่แบบครบทีม

“ไอ้เชี่ย....นัท ถ้าคุณมึงจะชักช้าและช้าชักขนาดนี้นะครับ ไปตายให้หนอนแดกเหอะ”เสียงชายหนุ่มหน้ากวนเอ่ยทักทายเพื่อนผู้มาถึง ขณะที่ยังคงเช็ดทำความสะอาดสายเบสไปด้วย

“โห... มึงต้อนรับการมาของเพื่อนมึงได้ถึงใจมาก ไอ้เชี่ย...โก้”

“เปียกมาเลยนะมึง บ้านมึงไม่มีร่มรึไงวะ พอดีไฟดูดตายห่า”

“ปากมึงเนี่ยนะ  กูออกมาแล้วเถอะ ฝนมันถึงตก”

“ไอ้นัท อ่ะ มึงผ้าขนหนู ถ้ามึงจะขึ้นไปเล่นทั้งเปียกๆอย่างนี้นะ มีหวังไฟดูดตายอย่างไอ้เชี่ยโก้บอกแน่”เชย์หนุ่มมือกลองเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่พลาดอยู่กับราวโยนให้กับเพื่อนมือกีตาร์

 

“แล้ววันนี้ได้คิวขึ้นกี่โมงวะเนี่ย”เขาถามขึ้นพร้อมกับจัดการกับตัวเองให้แห้งโดยเร็ว

“นักร้องยังไม่มาเลยมึง”

“ใครวะ ชักช้า”

“แหม..ทำไปว่าเขานะมึง  น้องเค้าโทรมาบอกว่ารถติดโว้ย”

“แหม...ทำไปเรียกเค้าว่าน้อง เค้าไปออกมาจากท้องแม่มึงเมื่อไหร่วะ”นิคมือคีย์บอร์ดขัดขึ้นพร้อมทำเสียงเลียนแบบเพื่อนมือเบสตัวแสบ

“ถึงน้องเค้าจะไม่ได้ออกจากท้องแม่กู แต่เชื่อว่าคงได้เป็นแม่ของลูกกูอย่างแน่นอนร้อยเปอร์”เมื่อสิ้นประโยคเพื่อนนักดนตรีคนอื่นๆก็พากันเข้าไปรุมสะกำมือเบสตัวดีที่ถือวิสาสะเอานางในฝันของพวกเขาไปเป็นของตัวเอง

นัทมองภาพตรงหน้าอย่างชอบใจ โดนซะบ้างคนอะไรปากหมาตั้งแต่เด็กยันโต

เหล่านักดนตรีทำตัวไร้สาระกันได้ไม่นานพี่ที่คุมเครื่องเสียงประจำผับก็เดินเข้ามาเรียกให้ขึ้นเวที เพราะนักร้องประจำคืนนี้ได้มาถึงแล้ว พวกเขาพากันขึ้นเวทีอย่างเคย เมื่อติดตั้งเครื่องดนตรีและปรับคีย์ให้ได้ที่แล้วบทเพลงที่กำลังได้รับความนิยมในปีนี้ก็ได้บรรเลงขึ้นผ่านวงดนตรีไร้ชื่อ

 

 

ผ่านไปเช่นทุกๆวันอย่างที่เคยเป็นมา แต่ก่อนเขาเคยคิดว่าชีวิตนักดนตรีนั้นมันน่าสนุก แต่เมื่อได้ยึดมาเป็นอาชีพก็ได้พบว่ามันชั่งน่าเบื่อ จะสนุกก็แค่เพลงสองเพลงแรกของวันเท่านั้น แล้วนักร้องที่ผ่านขึ้นมาบนเวทีก็มีทั้งคุณภาพและมือสมัครเล่น  ดีหน่อยหากว่ามีคนติดต่อให้ไปเล่นแบล็คอัพให้กับนักร้องที่ตัวเองชอบ

 

เกือบตีสี่แล้วสินะ เมื่อยกแขนขึ้นดูนาฬิกาเสร็จเขาก็ทิ้งร่างลงบนโซฟาขนาดใหญ่ทันที วันนี้ขอนอนที่นี้แล้วกันไว้สายๆค่อยกลับบ้าน

“ไอ้นัท.. มึงไม่กลับบ้านรึไงวะ มาแย่งที่กูนอนอีกนะมึง”โก้ทักท้วงถึงสิทธ์ของตน เพราะความที่เป็นน้องของเจ้าของผับห้องด้านหลังนี้เขาจึงยึดเป็นที่ส่วนตัวได้ไม่ยาก สิ่งอำนวยความสะดวกก็พร้อม ด้วยความไม่ชอบความยุ่งยากเลยใช้เป็นที่นอนที่กินครบ

“อือ ขอกูนอนชั่วโมงหนึ่งเดี๋ยวกูกลับแล้ว”

“เออๆ งั้นกูไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน” ว่าแล้วก็หยิบของใช้ส่วนตัวหายไปในห้องน้ำขนาดเล็ก ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ออกมาก็พบว่าเพื่อนตัวดียังไม่หลับ

“อ้าวยังไม่มีหลับอีกหรอมึง”

“โก้ มึงจำไอ้เด็กข้างหน้าต่างที่มึงชอบแกล้งสมัยม.4ได้เปล่าวะ”

“ไอ้ทศอ่ะ จำได้ดิ ตอนนี้กูยังรู้สึกผิดไม่หายเลยนะเว้ย”

“โห...คนอย่างมึงเนี่ยนะรู้สึกผิด”นัทแสดงสีหน้าว่าไม่เชื่ออย่างเต็มที่

“เออ..คนอย่างกูเนี่ยแหละ ว่าแต่พูดถึงทำไมวะ”

“กูเจอมันมาว่ะ ก่อนมาทำงาน โตแล้วเปลี่ยนไปชิบหาย ตอนแรกกูก็นึกว่าผู้หญิงเหอะผมงี้ยาวเชียวมึง”ขณะที่เล่าไปภาพของร่างบอบบางในชุดสีขาวเปียกมะลอกมะแลกก็ผุดขึ้นมา

 

“เฮ้ย! แต่มีคนบอกกูว่าแม่งย้ายไปอเมกาตั้งแต่ลาออกจากโรงเรียนแล้วไม่ใช่หรอวะ”โก้ทำท่าตกใจ เมื่อไอ้รับข่าวใหม่ที่เขาไม่คิดว่ามันจะจริง

“จะรู้ไหมล่ะ แต่กูว่ากูจำคนไม่ผิด ใช่มันแน่ๆ มันกลับมาเอาคืนมึงแหงๆ” ทิ้งระเบิดก้อนโตเสร็จคนหน้ามึนก็สะพายกระเป๋า แล้วเดินออกจากห้องไป

“ไอ้เชี่ยนัท ไอ้เพื่อนเลว...”เสียงก่นด่าดังขึ้นจากห้องที่เขาเพิ่งจะเดินออกมา

 

รถเมล์คงเป็นพาหนะโดยสารเพียงอย่างเดียวของเขาจริงๆหลังจากที่ต้องเอารถมอเตอร์ไซด์คันเดียวในชีวิตไป

ขายเพื่อแลกกับค่าเช่าห้อง ชีวิตแห่งความเป็นจริงก็โหดร้ายอย่างนี้แหละ

เมื่อรถโดยสารจอดอีกครั้งที่ป้ายข้างหน้า บุคคลที่หอบหิ้วกล่องกระดาษใบโตขึ้นมาอย่างทุลักทุเลก็ทำให้คนที่กำลังจะงีบซักตื่นไม่เป็นอันนอน

โครม! กล่องกระดาษเทกระจาดลงพื้นหนังสือมากมายภายในกล่องออกมาทิ้งตัวเต็มพื้นที่ของรถโดยสาร ร่างบางรนรานจับกล่องตั้งขึ้นและพยายามเก็บหนังสือกลับเข้าไป

นัทมองเห็นดังนั้นแล้ว ก็ลุกจากที่นั่งมาช่วยเก็บหนังสือด้วย มือหนาหยิบหนังสือที่ตกใกล้ที่นั่งตนก่อนเป็นเล่มแรก เขามองดูหนังสือประหลาดหน้าปกเรียบสีเข้มคล้ายทำจากหนังสัตว์ตัวหนังสือยึกยือดูโบราณพิกล ไส้ในเป็นกระดาษเยื้อตัวหนังสือทุกตัวเขียนด้วยมือและน้ำหมึกที่ไม่ได้มาจากปากกาธรรมดา

 

“ขอหนังสือคืนด้วยครับ”เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับเจ้าของใบหน้าได้รู้ที่หอบหนังสือเริ่มอื่นมาเต็มอก สีหน้าดูเป็นกังวลอย่างมากที่หนังสืออยู่ในมือของอีกคน

นัทส่งคืนหนังสือให้กับเจ้าของ เมื่อได้รับของมาเขาหันหลังทันทีและทำจัดเก็บหนังสือกลับเข้ากล่อง ขายาวก้าวเข้าไปใกล้พร้อมทำท่าจะช่วยยก

“มะ ผมช่วย”รูปปากสวยคลี่ยิ้มเป็นการขอบคุณ ด้วยรอยยิ้มนั้นเองที่ทำให้อีกคนแทบกลืนน้ำลาย

กล่องใบใหญ่ถูกยกไปวางไว้ด้านหลังสุดของรถโดยสาร ที่นั่งตามยาวกว้างพอที่จะวางของและมีที่นั่งเหลือสำหรับสองคน

“ขอบคุณมากครับ เช้ามึดแบบนี้ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนนั่งรถเมล์”ใช่สินะ นี่ยังไม่ตี5เลยด้วยซ้ำ

“เพิ่งกลับจากที่ทำงานน่ะ”เขาตอบไปตามจริงทุกประการ

“หรอ... เหมือนกันเลย”

ทิ้งให้ความเงียบก่อตัวได้ไม่นาน นัทก็ตัดสินใจเริ่มประเด็น

“จำเราได้ไหมเนี่ย”ก็ดูเหมือนว่าคนข้างๆเขาตั้งแต่เจอหน้ากันมา คนคนนี้ยังไม่มีทีท่าตกใจหรือเอะใจอะไรเลย

“จำได้สิ จำได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว นัทเด็กหลังห้อง” ดวงตากลมโตหันไปสบกับคนหน้ามึนที่ดูเหมือนจะอึ้งๆ

“รู้ชื่อเล่นเราด้วยหรอ”ก็แน่ล่ะทำไมจะไม่สงสัย สนิทกันหรือก็เปล่าแถมยังเรียนได้ไม่ถึงเดือนก็ลาออกไปเลย ไม่รู้ว่าทนปากไอ้โก้ไม่ไหวหรือว่ามีปัญหาอะไร

“ก็เขาเรียกกันอย่างนั้นหนิ ว่าแต่จำชื่อเราได้หรือเปล่าเถอะ”

“อ่า... ทศ”จำได้ก็เท่านี้แหละ การเรียกคำแรกของชื่อมาเป็นชื่อเล่นดูจะเป็นอะไรที่ธรรมดาสำหรับเด็กมัธยม

“นั้นมันชื่อจริง อีกอย่างไม่ใช่ทศเฉยๆด้วย แต่เป็นทศพรต่างหาก”คนตัวเล็กชี้แจงอย่างจริงจัง

“ชื่อเล่นล่ะ”

“ก็...อย่าหัวเราะนะ ก็พ่อตั้งให้”ความไม่มั่นใจและออกจะเขอะเขินได้ก่อตัวบนใบหน้าสวย

“ก็บอกมาก่อน”

“ซินเซียร์...” ใช่จะให้ไม่เขินได้ยังไง ก็ชื่อดันเหมือนผู้หญิงซะขนาดนั้นน่ะ ใครก็เข้าใจผิดกันหมด

“...แปลกดี แต่ไม่เห็นจะตลกตรงไหน”

“คิดว่างั้นจริงหรอ”หน้าหวานขยับเข้าหาหวังจะสังเกตสีหน้าของอีกคน

“จริงสิ จะโกหกทำไมล่ะ”หน้านิ่งของอีกคนบ่งบอกได้ดีทีเดียวว่าไม่ได้โกหกแต่อย่าใด เขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ชื่อของอีกคนดูมีความหมายลึกซึ้งซะด้วยซ้ำไม่เห็นน่าอาย

“แล้วนั่นหนังสืออะไรน่ะ มนต์ดำหรอ”

“ไม่ใช่หรอก พิเศษกว่านั้นเยอะ แต่ว่าอย่ารู้เลย ไว้อยากอ่านจริงๆหรือถ้าอ่านออกล่ะนะก็ไปที่ร้านของเราได้นะ อยู่ใกล้ผับของนัทน่ะแหละ มีอยู่แค่ร้านเดียวในย่านนั้น”ชักจะยังไงแล้วสิ รู้อีกต่างหากว่าเขาทำงานอยู่ที่ไหน เมื่อรถจอดอีกครั้งร่างบางก็ลุกขึ้นแบกของขึ้นหมายจะลงจากรถไป แต่ก็ยังไม่ลืมทิ้งท้ายไว้ให้อีกคน

“แต่ว่านะร้านนี้ไม่เปิดให้คนทั่วไปหรอกนะ ร้านจะปิดปรับปรุงทุกวันอาทิตย์ถึงตอนนั้นจะแวะไปก็ได้นะ ถือว่าเราชวน”รอยยิ้มที่เหมือนจะแฝงไว้ด้วมมนต์สะกดถูกส่งให้กับเขาอีกครั้งก่อนที่จะเดินจากไป

เอาแล้วสิเพื่อนแปลกๆคนนี้จะมีอะไรซ้อนอยู่หรือเปล่า แต่การไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งหน้าจะดีซะกว่าเกิดคนคนนี้เป็นพวกประหลาดมนุษย์ขึ้นมาจะซวยไม่รู้ตัว

 

---------

มาส่งของแล้วนะคะทุกคน

อ่านแล้วชอบไม่ชอบยังไงก็บอกด้วยเน้อ...

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ขอบคุณจริงๆ

[fic singular]Attachment Story 2 [Intro]

posted on 22 Oct 2011 20:01 by barbarry

Attachment  Story 2

 

เสียงฝีเท้ากระทบกับพื้นที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนที่โปรยตัวลงมาจากฝากฟ้า ขายาวยังคงก้าวย้ำด้วยความเร็วหมายจะไปให้ถึงที่พักตรงป้ายรอรถโดยสารโดยเร็ว ปริมาณน้ำฝนที่กระหน่ำเทลงมาทำให้ตัวเขานั่นเปียกชุ่ม เมื่อมาถึงที่หมายเขาก็ถอดเคสกีตาร์ออกมาดูว่ามีน้ำซึมเข้าไปรึเปล่า โชคดีที่เคสที่เลือกมาใช้คราวนี้เป็นเคสหนังทำให้น้ำฝนไม่ซึมเข้าไปทำลายของสำคัญ

 

 

มือหนาปัดปายตามเส้นผมพร้อมกับสะบัดศรีษะไปมาเพื่อไล่น้ำฝน  ขณะที่สะบัดหัวไปมาสายตาก็ตวัดไปสะดุดเข้ากับร่างบอบบางที่สวมใส่เสื้อสีขาวเปียกชุ่มเส้นผมลอนยาวสีน้ำตาลเข้มตัดกับผิวขาวซีด ดูเหมือนเขาจะมีอาการสั่นเล็กๆด้วย คงหนาวน่าดูเลยแฮะ แขนเล็กโอบอุ้มเป้หนังเข้ากับตัวราวกับของสำคัญ

 

 

คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ถึงจะเห็นเพียงด้านข้างแต่คนคนนี้กลับดูคุ้นเคยอย่างประหลาด ระหว่างที่ยืนรอรถเมล์สมองก็คิดไปพลาง พยายามจะเค้นให้ออกว่าเคยเจอหรือเคยรู้จักกันที่ไหน คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จะให้ถามไปว่า เฮ้ เธอเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนรึเปล่า’ มีหวังโดนหาว่าเป็นพวกบ้าหม้อหูดำชัวร์

 

 

ครืด..รถเมล์สายหนึ่งจอดเทียบ น่าเสียดายมันไม่ใช่รถเมล์สายที่เขาจะใช้โดยสารไปทำงาน เมื่อประตูเปิดออกคนที่ยืนอยู่ก่อนก็ก้าวขาขึ้นรถเมล์ มือเรียวเอื้อมไปยึดกับราวรถเพราะที่นั่งได้เต็มหมดแล้ว ตอนนี้แหละที่เขาทั้งคู่ได้หันหน้าเข้าหากันตรงๆผ่านกระจกรถเมลล์ที่ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป

 

และด้วยใบหน้านั้นเองที่ทำให้คนหน้ามึนถึงกับเหวอ

 

“เฮ้ย.. นี่มันไอ้เด็กข้างหน้าต่างนี้หว่า” แต่เดี๋ยวก่อนสิ นั้นมันไอ้ทศ มันเป็นผู้ชายไม่ใช่หรอวะ

---
 

เอาไปพอเป็นน้ำจิ้มก่อนเน้อแล้วพรุ่งนี้จะมาต่อตอนเต็มให้นะเจ้าคะ ^___^

อ่านแล้วเป็นไงบ้างก็บอกกันเน้อ

edit @ 22 Oct 2011 20:04:35 by Rad_Scarf

edit @ 22 Oct 2011 23:33:07 by Rad_Scarf

[fic singular] Attachment ch.6 end

posted on 19 Oct 2011 13:50 by barbarry

บทที่6

 

คงฝันไป คงไม่ใช่ความจริงที่เขาได้มาอยู่ในจุดนี้ทั้งที่เคยแค่ฝันถึง แต่ว่ามันจะคงอยู่กับเขาไปนานแค่ไหนและเขาจะยังคงหัวเราะแบบนี้ไปได้ถึงเมื่อไหร่ ก่อนที่จะต้องพบว่ามันไม่ยั่งยืน ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเธอจะเป็นอย่างไรเมื่อถึงเวลาที่จะต้องเอ่ยคำล่ำลา

 

 

ความหวาดกลัวเหล่านี้ก่อตัวขึ้นตลอดเวลา เขารู้ดีไม่มีสิ่งใดบนโลกใบนี้ที่จะคงอยู่ตลอดกาลและตลอดไป ไม่มีคำว่าชั่วฟ้าดินสลาย แม้แต่ความรู้สึกต่อคนคนนั้นเขาเองก็ยังไม่มั่นใจเลยว่ามันจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน หากว่าวันหนึ่งโลกแห่งความจริงได้เดินทางมาถึง ความฝันที่เกิดขึ้นชั่วขณะได้เลือนหายไปมันจะทำให้เขาเจ็บปวดมากไหม แต่ว่านะ..

 

 
“ซิน เหม่ออะไร พี่โอ๊ตเรียกแล้ว”เสียงทุ้มกระด้างที่คุ้นเคยดังขึ้น
 
 
“ฮะ! อะ อ่อ รู้แล้ว จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”ขายาวลุกขึ้นเดินตามไปอย่างรู้หน้าที่
.
.
.

.

.

 

 

ภายในที่นั่งแคบของตัวรถคันเดิม...ที่เคยนั่งอยู่บ่อยครั้ง ร่างเล็กๆ นั่งมองที่ปัดน้ำฝนปาดไปมาอย่างมีจังหวะ บนท้องถนนขรุขระของตัวเมืองยังคงติดเป็นขบวนยาว ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มอย่างที่เป็นมาตลอดวัน ดวงตาคู่สวยดูหมองเศร้าอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้
 
 
“เป็นอะไรรึเปล่า”
 
 
“นิรันดร์มันไม่มีจริงๆด้วยสินะ” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความที่ไม่ค่อยเข้าใจในความหมายของคำตอบของอีกคนเท่าไหร่นัก
 
 
 “กลัวอะไรล่ะ”เขาถามเพราะสังเกตเห็นสีหน้าที่ค่อนข้างเป็นกังวน
 

 

“กลัวว่าจะยังไงถ้าไม่มีวันแบบนี้ในวันข้างหน้า กลัวว่าถ้าวันหนึ่งจะต้องเดินบนถนนคนเดียว”
 

 

“แค่วันนี้ยังไม่พออีกหรอซิน นัทไม่ห่วงอะไรทั้งนั้นแหละแค่วันนี้ ได้อยู่ตรงนี้ก็ดีเกินพอแล้ว”สายตาสองคู่ประสานกันอย่างบังเอิญ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใครคนใดคนหนึ่งถอดถอนสายตาออกจากกัน นานเท่าที่รู้สึกว่ายังหายใจ แต่แล้วสติก็ถูกฉุดกลับมาอีกครั้งด้วยเสียงแตรรถของคันด้านหลังที่ส่งสัญญาณว่าเขาควรจะขับออกจะตรงนี้ได้แล้ว
 

 

เสียงหัวเราะเล็กๆ ถูกเปล่งออกมาอย่างนึกขัน คนหน้าตายหันมองอย่างงงงวย เปลี่ยนอารมณ์เร็วจริงนะ
 

 

“แตรรถดังดีเนอะ”คำถามที่เรียกรอยยิ้มถูกส่งไปยังคนหน้าเข้ม
 
 
“อืม ดังมาก...” แล้วก็หัวเราะด้วยอีกคน ให้ตายเถอะถ้ารถติดนานกว่านี้นะ
 
 
“ให้ขับอ้อมไหม”
 
 

 

“เพื่อ...?” สายตาดุปนเล่นทำเอาอีกคนพับแพลนนิ่งของตัวเองลงกระเป๋าแทบไม่ทัน ได้แต่หัวเราะแห้งๆ

 

 
 
“แต่ก็ดีนะ ยังไม่ค่ำเลย” เอายังไงกันแน่ครับเนี่ยคุณ
 
 
“แล้วคุณซินเซียร์คนดีจะไปไหนล่ะครับ....”
 
 

 

“ตามใจคุณสิ คุณโชติวุฒิ” อนุญาตเองนะซิน..

 

 

 

สายลมปะทะเข้ากับใบหน้าหวาน หนาว... เมื่อสัมผัสได้ถึงอากาศที่เปลี่ยนไปร่างบางก็ตื่นขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่สวยสำรวจภาพแรกที่ปรากฎ กระจกรถที่ถูกลดลงมาทำให้อากาศด้านนอกแทรกเข้ามา เมื่อหันไปด้านข้างเขาก็พบว่าว่างเปล่า อีกคนหนึ่งหายไป.. ขณะนี้เขารู้สึกร้อนใจอย่างบอกไม่ถูกมือเรียวปลดเข็มขัดนิรภัยออกและเปิดประตูรถออกมาอย่างร้อนรน

 

 
เมื่อสังเกตไปรอบๆ ก็พบว่าเขากำลังอยู่บนดาดฟ้าสูงของลาดจอดรถที่ไหนสักแห่ง และตอนนี้อากาศก็เย็นลงมากลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ขายาวแทบทรุดเมื่อมองหาเท่าไหร่ก็ไม่พบคนคนนั้น

 

 
เฮือก.. หัวใจเกือบตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะอยู่ดีๆวงแขนกว้างของใครบางคนก็โอบกอดเขาจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นคนที่เขากำลังมองหานั้นเอง
 
 
“นัท... ไปไหนมา”น้ำเสียงออกเชิงต่อว่าเขาอยู่พอสมควร
 
 
“...”ไม่มีคำตอบเขาได้แต่ยิ้มละไมให้ ทำให้อีกฝ่ายที่ไม่ได้รับคำตอบฉุนหนัก
 
 
“นัท!”สายตาค้อนหนักกว่าเดิมเป็นสองเท่า
 
 
“อุ่นไหม..”ร่างสูงถามพร้อมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ซินมองนัทด้วยความฉงนสงสัยอย่างหนัก แต่เมื่อทบทวนดูอีกทีว่าเขากำลังตกอยู่ในอ้อมกอดของอีกคน และความอบอุ่นที่ส่งมาให้กับเขาก็เน้นย้ำซะจนเขาลืมที่จะทักท้วงเอาคำตอบและกลายเป็นว่าความเขินอายจากสถานการณ์นั้นได้เข้ามาแทนที่
 

 

“...”ไร้คำตอบ ความเงียบเริ่มปกคลุม จะว่ายังไงดีล่ะ แค่ที่มาทำแบบนี้ก็ตกใจจะแย่อยู่แล้วแถมยังมาถามอะไรแบบนี้อีก  ร่างบางหันกลับมาด้านหน้า มองออกไปพยายามทำตัวปกติทั้งที่ข้างในใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลักออกมาอยู่แล้ว
 

 

ใบหน้าหล่อเหลายื่นมาแนบด้านข้างพร้อมกระชิบข้างหูอย่างนุ่มนวล
 

 

“ซิน...ถ้าไม่ต้องการแบบนี้ แค่คำเดียว นัทจะปล่อยแล้วจะไม่ทำแบบนี้อีก”ทางเลือกที่นัทหยิบยื่นให้ทำให้เขารู้สึกว่า ถ้าหากวินาทีนี้เขาได้ให้คำตอบที่ผิดไปจากที่ใจเรียกร้อง มันก็จะผิดพลาดไปตลอดกาล
 
 
“อย่าปล่อยนะ”เสียงหวานใสเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาแต่มันกลับกังวานอยู่ห้วงความคิดของทั้งคู่
 
 

 

อ้อมกอดคลายลงเล็กน้อยเพื่อที่จะให้ร่างบางได้หันมาเผชิญหน้ากันแบบตรงๆ ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองอีกคนและด้วยจังหวะนั้นเองที่สายตาของทั้งสองได้ประสานกันเป็นครั้งที่สอง ไม่มีคำพูดหรือบทสนทนาใดใดอีกแล้ว มีเพียงสื่อทางกายเท่านั้นที่จะสามารถมอบความหมายลึกซึ้งนี้ได้

 

 
ริมฝีปากหนาจรดลงแนบชิดกับริมฝีปากอ่อนนุ่ม วงแขนกระชับแน่นขึ้นเพื่อรั้งให้ร่างบอบบางเข้ามาใกล้มากขึ้นและแนบชิดสนิทให้มากเท่าที่ใจเขาปรารถนา จากจุมพิตที่อ่อนละมุนก็แปรเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เนิ่นนานเหลือเกิน...ในความคิดของพวกเขาจูบนี้แหละที่ได้ปลดปล่อยพวกเขาจากคำถามและความสับสนทั้งปวง

 

 

 

มันคือความรัก ความเสน่หาที่เขาทั้งคู่มีต่อกัน ในยามที่ทุกข์และเศร้าเมื่อมีอีกคนยืนอยู่ข้างๆความเศร้าเสียใจนั้นจะคลายลงอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อยามอยู่ห่างกันก็ร้อนรนจนใจไม่เป็นสุข เมื่อพบหน้าแม้เพียงเสียววินาทีเพียงเท่านั้นก็สามารถทำให้หัวใจพ่องโตได้  ถ้าหากไม่เรียกความรู้สึกเหล่านี้ว่ารักแล้วจะเรียกมันว่าอะไรล่ะ หลงงั้นหรือ? คงเป็นไปไม่ได้ เพราะจากความผูกพันที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนี้คงห่างไกลจากคำว่าลุ่มหลงที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยามอยู่มากทีเดียว

 

 

 

โลกใบนี้มีเรื่องแปลกประหลาดอยู่มากมาย และรักก็เป็นอีกเรื่องแปลกประหลาดที่น่าอัศจรรย์ใจ มันเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ ทุกสถานที่และทุกเวลา รักไม่เคยเลือกบุคคลไม่เลือกวรรณะ รักไม่เคยเย่อหยิ่ง รักอาจซับซ้อนเกินเข้าใจสำหรับผู้ที่ยังไม่เปิดใจ รักอาจไม่ถูกค้นพบหากใครบางคนไม่เลือกที่จะสังเกต 

 

 

 

ลองดูสิ ลองมองดูรอบๆตัวคุณแล้วคุณจะพบว่ามันอยู่ใกล้มากอย่างที่คุณไม่เคยนึกถึงเลยล่ะ
 

 

 

 

“ซิน... นัทรักซินนะ ไม่รู้หรอกว่าเริ่มจากตรงไหนแล้วก็เมื่อไหร่ แต่ว่าตอนนี้มันชัดเจนมากแล้วนัทก็ไม่อยากวิ่งหนีความรู้สึกตัวเองด้วย” เสียงทุ้มกระซิบขณะที่ทั้งเขาและซินยังไม่ยอมแยกออกจากกัน

 

 

 

“นัท..รักนะ”เพียงแค่ประโยคสั้นๆนี้เท่านั้นที่เขาอยากได้ยิน

 

 

 

เหตุการณ์ในค่ำคืนนี้จะยังคงตราตรึงไปอีกยาวนาน อาจจะไม่ตลอดกาลตราบชั่วนิรันดร์ แต่แค่เวลานี้ก็เพียงพอแล้ว...

 

 

 

__

ดีจ้า.. ต้องอภัยอย่างสูงที่หายเงียบไปนาน นานมาก.....

 

ถึงนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาและได้อ่านมาจนถึงตอนนี้ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของเรื่อง แต่ว่ามันไม่ใช่ตอนสุดท้ายของความผูกพันและความสัมพันธ์ของพวกเขาหรอกนะจ๊ะ

 

 

 

ถ้าอยากรู้และคุณก็เป็นบุคคลที่ชอบการรอคอย(อันนี้ไม่ต้องชอบก็ได้ =_=) เรานักเขียนขอสัญญาว่าเราจะมีเรื่องราวของความผูกพันในรูปแบบใหม่มานำเสนอแน่นอน

 

ขอบคุณสำหรับการติดตาม ขอบคุณสำหรับความอดทนที่มีให้กัน

 

 

 

 

ขอบคุณจริงๆค่ะ

edit @ 20 Oct 2011 18:03:19 by Rad_Scarf

[fic singular] Attachment ch.5

posted on 18 Sep 2011 20:19 by barbarry

ตอนที่ 5

วันหยุดยาวได้เข้ามาถึงทำให้เขาทั้งคู่ว่าง ซินใช่เวลาที่ได้ในช่วงวันหยุดไปกับการนอนพัก ที่เขาค่อนข้างโหยหามันอยู่พอสมควร ส่วนนัทที่โดยปกติก็ใช้ชีวิตอยู่กับกีตาร์ถึงไม่มีงานเขาก็สามารถนำมาใช้ฆ่าเวลาได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไร แต่ก็คงแค่ช่วงแรกของวันหยุดเท่านั้นล่ะ...

 

ช่วงวันหยุดยาวมันนานเกินไปหรือว่าเขาคิดไปเองกันแน่ พอไม่มีเรื่องงานเข้ามา เขาก็แทบจะไม่ได้เจอกับซินเลย เมื่อก่อนยังดีกว่านี้ เพราะยังไงซินก็ต้องเข้ามาห้องอัดเป็นประจำอยู่แล้ว และอีกอย่างหนึ่งเมื่อก่อนเขาก็ออกไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย เพราะมันคล่องตัวกว่าตอนที่มีชื่อเสียงมาก

 

จากการเกากีตาร์อย่างมีความสุขก็เริ่มสู่โหมดเซ็งเป็ด นัทนั่งมองเครื่องมือสื่อสารที่อยู่ในมืออย่างหาข้ออ้าง คิดหัวแทบแตกก็นึกไม่ออกว่าจะโทรหาเรื่องอะไรดี แค่อยากได้ยินเสียงก็เท่านั้น จะโทรไปด้วยเหตุผลแค่นั้นมีหวังโดนเหวี่ยงกลับมาแน่ ซินคงต้องการเวลาส่วนตัว

 

“โถ่โว้ย...”มือหนาเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงอย่างรู้สึกหงุดหงิด

 

เที่ยงแล้วซินจะกินข้าวยังนะ แล้วจะห่วงทำไมเนี่ย ม๊าเขาก็อยู่ เขาคงไม่ปล่อยลูกชายหัวแก้วหัวแหวนหิวตายหรอก  

 

 

อีกด้านหนึ่ง ร่างบอบบางก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพ่งมองไปยังมือถือของตัวเอง ป่านนี้เขาคงสังสรรค์อยู่กับเพื่อนฝูงเขาแหละ จะโทรไปกวนก็ไม่ได้ คนเรามันต้องมีเวลาส่วนตัวกันบ้าง 

 

 

พวกเขาจะรู้บ้างรึเปล่าว่าต่างฝ่ายก็ตกอยู่อาการเดียวกัน  อาการของคนที่รู้สึกเหงาและคิดถึงในเวลาเดียวกัน

 

 

ดูเหมือนกับว่าความอดทนของฝ่ายมาเฟียจะหมดลงก่อนเพราะหลังจากผ่านจากวันนั้นได้แค่วันเดียวเขาก็คว้ากุญแจสตาร์ทเครื่องดิ่งมาที่บ้านอีกคนทันที ทั้งที่ก็พยายามจะทำอย่างอื่นแล้ว ไม่ว่าจะไปตั้งวงกับก๊วนเพื่อนเก่า แอบไปผับที่เคยเล่นดินตรีสมัยก่อน แต่มันก็ยังขาดบางอย่างที่มันทำให้เขาหงุดหงิด ก็เหมือนคนที่ได้ทานข้าวในทุกๆเช้า แต่จู่ๆก็มาโดนงดซะดื้อๆ ความรู้สึกนั้นแหละ ที่มันกำลังป่วนเขาอยู่

 

 

“...” นัทยืนนิ่ง พยายามเพิ่งกระแสจิตไปยังออดหน้าบ้าน หวังว่าเขาจะมีเหตุผลมากพอที่กดมัน และเพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้ออ้างบอกใครบางคนถึงการมาในครั้งนี้

 

 

“โถ ไอ้นัท..มาถึงบ้านเขาแล้ว ยัง..” เขาสบถกับตัวเองอย่างเสียอารมณ์ เพราะต่อให้เอาหัวโขกออดจนมันพัง เขาก็คิดไม่ออกอยู่ดี

 

 

“เอาวะ ไม่ต้องมีมันแล้ว ข้อองข้ออ้าง” สุดท้ายก็ตัดสินใจกดออดจนได้ นัทเข้าไปในตัวบ้านเมื่อพบให้กับแม่ของซิน ก็ยกมือไหว้ทักทายตามอัธยาศัย ทักทายกันได้สักพักเขาก็โดนเข้ากับคำถามที่ไม่อยากจะถูกถามมากที่สุด

 

 

“แล้ววันนี้นัทมามีธุระอะไรไหมล่ะลูก มาแต่เช้าเชียว” นั่นน่ะสิ มาทำไมแต่เช้าวะ เพราะโดยปกติแล้วเขาไม่แหกขี้หูขี้ตาตื่นเช้าขนาดนี้หรอก

 

 

“คือ...”ได้แต่ยิ้มแห้งๆ เลยทำให้คนแก่ประสบการณ์กว่าพอจะเดาทางได้จากท่าทางของคนที่อ่อนกว่า

 

 

“ไม่เป็นไรลูก มะ มาทานข้าวเช้าด้วยกัน วันนี้ม๊าทำเยอะมากเลย ก็คิดอยู่ว่าจะหาคนมาร่วมโต๊ะเพิ่ม” นัทถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วเดินตามแม่ของซินเข้าไปยังห้องรับประทานอาหาร

 

 

“เออ.. เจนไปตามซินให้ลงมาทานข้าวเช้าที”

 

 

“ค่ะ” สาวรับใช้รับคำสั่งขณะที่วางจานลงบนโต๊ะ

 

 

“เออ ม๊าครับ เดี๋ยวนัทไปตามเองครับ ให้พี่เขาช่วยม๊าเตรียมดีกว่า”นัทอาสาแทน อย่างเต็มใจรับหน้าที่นี้

 

 

“งั้นก็ช่วยทีนะลูก”

 

 

“ครับ” ^^

 

 

 

ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูจากด้านนอกห้องดังขึ้น ร่างหนารออยู่หน้าประตูพักใหญ่ แต่ก็ไร้วี่แววว่าจะมีคนตอบกลับมา เขาตัดสินใจบิดลูกบิดเปิดประตูเข้าไปข้างใน ภายในห้องสีขาวสะอาดตา บนเตียงขนาดกว้าง ก็ปรากฏร่างบอบบางกำลังขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนา ขายาวก้าวเข้าไปใกล้ เขานั่งลงที่ขอบเตียงและชั่งใจอยู่นานว่าควรจะปลุกคนตรงหน้าให้ตื่นจากนิทราดีหรือควรจะปล่อยให้หลับต่อเพราะด้วยกลัวว่าจะไปทำลายฝันหวานของอีกคน

 

 

มือหนาปัดเกลี่ยเส้นผมที่ปดบังใบหน้าหวานออก ผู้ชายอะไรวะ ขนตานี้ยาวเชียว นึกแล้วก็ขำ เพราะพอย้อนกลับไปเมื่อวันแรกที่เจอกัน เขาแทบจะเอากีตาร์ฟาดหัวตัวเองที่ดันคิดว่าซินเป็นผู้หญิง แถมยังคิดไปเองอีกว่าพี่แจ็คมันหาแฟนได้น่ารักขนาดนี้เลยหรอวะ

 

 

ได้เจอหน้าซักที ค่อยหายคิดถึงหน่อย ว่าแล้วเขาก็ง่วงขึ้นมาอาจเนื่องจากเมื่อคืนเขาเองก็ยังไม่ได้นอนเลยแต่ก็ผิดไปจากตอนก่อนจะเจอหน้าร่างบางเพราะตอนนั้นต่อให้ข่มตาหลับยังไงก็คงไม่หลับให้หรอก ร่างหนาตัดสินใจล้มตัวนอนข้างๆ อย่างเงียบและเบาที่สุด นัทเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสบายใจแบบคนที่พึ่งยกภูเขาออกจากอก

 

 

 

ผ่านไปพักใหญ่ หญิงวัยกลางคนก็ต้องเป็นฝ่ายขึ้นมาตามเองเพราะคนที่อาสาขึ้นมาตามดันหายไปนาน พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า ทั้งคนที่มาตามและคนถูกตามดันหลับด้วยกันทั้งคู่ รอยยิ้มละไมผุดขึ้นอย่างเอ็นดู

 

 

“ดูสิ จะมาตามเขา แต่ก็มาหลับกับเขาซะได้” คนเป็นแม่มองดูภาพตรงหน้าอย่างนึกไปว่าถ้าเธอมีลูกชายเพิ่มขึ้นมาอีกคน มันก็คงเป็นแบบนี้แหละ แต่ว่านัทก็คงจะเป็นพี่ชายมากกว่าเพราะดูๆแล้วเขาจะปกป้องน้องชายอย่างซินได้ดีทีเดียว

 

 

“สงสัยวันนี้ฉันคงต้องทานข้าวเช้าคนเดียวซะแล้วล่ะ”นึกแล้วก็เสียดาย ทำไว้ซะเยอะเลย ร่างของหญิงวัยกลางคนเดินออกไป ปล่อยให้คู่หูดูโอ้ได้หลับฝันดีกันต่อ

 

 

บ่ายแก่ๆ แสงอาทิตย์ที่ร้อนขึ้น ทำให้ร่างบางสัมผัสได้ว่านี่มันสายมากแล้ว แผงขนตางอนขยับถี่เพื่อปรับแสง เขาผลิกตัวไปมาอย่างขี้เกียจ แต่ก็ต้องสะดุดกึกเมื่อหันไปเจอใบหน้าหล่อเหลาของคนที่คุ้นเคย นี่เขาคิดถึงอีกคนจนละเมอเลยหรอเนี่ย

 

 

มือเรียวยาวเอื้อมไปสัมผัสบริเวณแก้มของคนที่นอนหลับสนิท แล้วเขาก็รู้สึกถึงความอุ่นที่ส่งผ่านมาทางฝ่ามือ รอยยิ้นหวานผุดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว มือหนายกขึ้นมาสัมผัสมือเย็นของอีกคนก่อนจะดึงมากุมเอาไว้ที่ระดับอกซึ่งก็ทำให้ซินตกใจเพราะคิดว่าอีกคนรู้ตัว แต่เปล่าเลยเขายังคงหลับสนิทด้วยระดับการหายใจที่สม่ำเสมอ

 

 

“คนนิสัยไม่ดี” ร่างบางสบถเสียงเบา เป็นใครใครก็ต้องคิดล่ะ เล่นมานอนบนเตียงคนอื่นแบบไม่มีการขออนุญาต แล้วแถมมาเอาตอนไหนก็ไม่เคยบอกให้ได้เตียมตัวแบบนี้จะเรียกว่าคนนิสัยเสียหรือเรียกว่าคนเอาแต่ใจตัวเองดีล่ะ

 

 

ดวงตาคู่สวยจับจ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่นาน อยากจะปลุกให้ตื่นอยู่หรอก แต่ปล่อยให้นอนอย่างนี้ก็น่ารักดี ใบหน้าของมาเฟียยามหลับดูน่ารักกว่าตอนทำตาขวางๆซะอีก อย่าเพิ่งตื่นเลยนะ แต่สิ่งที่เพิ่งจะวอนขอไปเมื่อสักครู่กับไม่สมฤทธิ์ผล เปลือกตาที่เคยปิดสนิทก็กระพริบถี่ คนที่เผลอจ้องอยู่นานสะดุ้งโหยงแกล้งทำเป็นหลับต่อแทบไม่ทัน

 

 

“หึ ตื่นแล้วก็ตื่นเถอะ จะแกล้งนอนอยู่ทำไม”น้ำเสียงค่อนข้างแหบฮ้าวเพราะเนื่องจากอาการตื่นนอนใหม่ๆ แต่ในน้ำเสียงนั้นมันก็มีความกวนปนเจ้าเล่ห์อยู่ด้วย

 

 

“...” เงียบ ร่างบางนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนตัว

 

 

“ถ้าไม่ตื่น นัทจะปล้ำแล้วนะ” ไม่พูดเปล่ามือหนายังคงซุกซนไปโอบเข้ากับสะโพกของอีกคน

 

 

“หยุดเลย ลามปาม!!” ได้ผล ร่างที่แกล้งนอนนิ่งก็กระเด้งลุกขึ้นมาทันที พร้อมชี้นิ้วไปยังมาเฟียอย่างคาดโทษ

 

 

“ฮ่าๆๆ ก็บอกให้ตื่นไม่ตื่นหนิ”นัทหัวเราะหนัก เล่นเอาอีกคนหน้าแดงจนถึงหู

 

 

“หยุดหัวเราะได้แล้ว!! ซินจะไปอาบน้ำและ”ว่าแล้วก็ทำท่าลงจากเตียง

 

 

“ให้นัทไปช่วยถูขี้ไคลไหม”เมื่อได้ยินคนที่นอนขำอยู่ก็ลุกมาฉุดมืออีกคนไว้ทันที

 

 

“ไม่ต้อง!! นอนไปเลย”มันน่านักเชียว นิสัย มือเล็กๆผลักเข้าที่หน้านัทแรงจนอีกคนล้มตึงลงไปบนที่นอน

 

 

“ไม่ต้องจริงๆอ่ะ”

 

 

“บอกว่าไม่ต้องก็ไม่ต้องสิ”ใบหน้าที่ยังคงแดงระเรื่อขนาดที่คนปัญญาอ่อนดูยังรู้เลยว่าเขากำลังเขิน ต่อให้เขาทำท่าหงุดหงิดโวยวายแค่ไหนมันก็ไม่ช่วยอะไรเลย

 

 

 

 

จบแล้วตอนแล้วจ๊ะ ท่านนักอ่านที่รัก ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ตอนแรกกะว่าจะอัพกลางๆสัปดาห์ แต่ก็มีเหตุจนได้ เพราะว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ของการส่งงาน เรียนศิลป์นี่มันเหนื่อยอย่าบอกใคร งานเยอะคะแนนน้อย ตอนนี้ คนเขียนก็แทบจะกินสีแทนข้าว เพราะเอาตังค์ไปซื้อของทำงานหมด

จะบอกว่าอาทิตย์หน้าก็จะลงให้อีกนะ แต่ไม่รับประกันว่าจะเร็วแค่ไหน เพราะว่าก็ใกล้จะสอบอีกเหมือนกัน

ยังไงก็หวังว่ายังไม่เบื่อกันหรอกนะ

ปล. รักคนอ่านทุกคน และก็รัก FC SGL ด้วย

ปล.2 รักพี่ซินที่สุดเลยอ่ะ (อย่างหนาจริงๆเลยแกเนี่ย)

edit @ 18 Sep 2011 21:01:51 by Rad_Scarf

[fic singular] Attachment ch.4

posted on 10 Sep 2011 10:07 by barbarry

ตอนที่4

ภายในผับแห่งหนึ่งที่ทั้งมึดและเหม็นอับไปด้วยควันบุหรี่ ทั้งซินและนัทรวมถึงวงแบล็คอัพกำลังทำการบรรเลงบทเพลงอันอ่อนละมุนทำให้คนที่ได้รับฟังเสียงเพลงเหล่านั้นรู้สึกเคลิบเคลิ้มราวตกอยู่ในภวังค์ แล้วยิ่งคนที่ขับร้องบทเพลงเหล่านั้นได้ถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างนุ่มนวลและอ่อนหวานบวกกับองค์ประกอบอย่างอื่นที่อยู่ในตัวของนักร้องคนนี้ก็ยิ่งทำให้ค่ำคืนนั้นช่างน่าหลงใหล

 

จบการแสดงลงอย่างประทับใจ ทั้งแฟนคลับและคนที่ผ่านเข้ามาหาที่พักพิงใจยามค่ำคืนโดยไม่ได้เจาะจงต่างก็รู้สึกว่าวันนี้พวกเขาช่างโชคดีเหลือเกิน

 

“ซิน ไปกันยัง”ร่างหนาเดินเข้ามาหาพร้อมสะพายเครสกีตาร์เข้าข้างตัว

 

“เดี๋ยวนะนัท เหมือนว่าซินจะทำแหวนตกไว้แถวๆ เวทีอะ”สีหน้าซินแสดงความเป็นกังวลอย่างมาก

 

“งั้นเดี๋ยวนัทไปหาให้แล้วกัน”นัททำท่าจะวางเครสกีตาร์แล้วเดินออกไปแต่ก็ต้องชะงัก

 

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวซินไปหาเองดีกว่า อยากหาเองมากกว่าน่ะ”

 

“อย่าไปเลย ข้างในไม่ปลอดภัยหรอก เดี๋ยวก็โดนแต๊ะอั๋งอีก”ร่างหน้าฉุดรั้งขอมือสวยไว้ด้วยความเป็นห่วง

 

“โหย.. ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งคุณโชติวุฒิ รู้สึกว่าผมจะเป็นผู้ชายนะครับ”

 

“รู้ว่าเป็นผู้ชาย แต่ไม่ให้ไป เดี๋ยวจะไปหาให้ อย่าดื้อรออยู่นี้แหละ”นัททำสีหน้าซีเรียสจนคนสวยต้องยอมนั่งลงคอยอยู่ที่ด้านหลังของตัวผับ

 

หายไปนานจนอีกคนเริ่มกังวล หาคนเดียวมันจะไปเจอได้ยังไงล่ะ และแล้วขาเรียวก็เริ่มก้าวเข้าไปข้างในหวังจะไปช่วยอีกคนหนึ่งหา แต่ยังไม่ทันถึงตัวเวทีเลย ก็มีชายตัวสูงท่าทางดูมีฐานะแต่เสียอย่างก็ตรงที่เขาเมาหัวราน้ำเนี่ยแหละ เดินเข้ามาหาเข้าอย่างไม่หน้าไว้ใจ

 

“คุณคร้าบ... คุณคนสวยคร้าบ...”ไม่ว่าเปล่ามือหนาก็คว้าร่างบอบบางเข้าไปไว้ในโอบกอด โดยที่ซินยังไม่ได้ตั้งตัว

 

“เออ ปล่อยผมเถอะนะครับ”ซินพยายามพูดอย่างใจเย็น

 

“ขอถ่ายรูปด้วยหน่อยน้า... คุณสวยมาก....เลย...รู้ตัวรึเปล่า...”มือหนาคว้ามือถือขึ้นกลางอากาศเตรียมพร้อมที่จะถ่าย

 

“เออ.. งั้นถ้าถ่ายเสร็จแล้วก็ปล่อยผมด้วยนะ”

 

“โอเค...ครับ....”ถ้าถ่ายปกติคงไม่มีใครว่าอะไร แต่สิ่งที่ทำให้ร่างบางรู้สึกเสียใจที่ยอมถ่ายรูปด้วยก็คือ ชายแปลกหน้าคนนี้ได้ก้มลงเพื่อจะหอมแก้มเขาขณะที่จะถ่ายรูป แต่ก่อนที่เขาจะได้กดชัตเตอร์ หมัดหนักๆก็ได้แหวกอากาศชกเข้าที่ใบหน้าของเขาทันที

 

“จะทำอะไร!”ร่างหนาถามอย่างเอาเรื่อง แต่คู่กรณีตอนนี้ได้ล้มแผละไปกับพื้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาตอบโต้เขาได้

 

“นัท!”ขณะที่นัทกำลังจะลงไปซ้ำคนที่เมาไม่รู้เรื่อง ซินก็ฉุดแขนหนาไว้ได้ทันท้วงที ทำให้เขาได้สติกลับ แต่ความโมโหที่เข้าขั้นขีดสุดก็ทำให้เขากระชากแขนอันบอบบางอย่างไม่เบามือ ออกมาทางด้านหลังผับ

 

“พี่โยครับ เดี๋ยวนัทไปส่งซินเอง ส่วนของอย่างอื่นก็เอาไปไว้ที่ตึกก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมเข้าไปเอา” เคลียร์กับสต๊าฟเสร็จร่างหนาก็ตรงไปที่รถทันที

 

เครื่องยนต์ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง ร่างสูงต้องการหาทางระบายแต่ก็ดูเหมือนมันจะไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย ความเร็วถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนคนที่นั่งข้างๆเริ่มรู้สึกกลัว

 

“นัท.. ซินกลัว..”ร่างบางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว

ฉุดสติกลับมาได้นัทก็ค่อยๆผ่อนความเร็วอย่างช้าๆ และไม่นานนักตัวเครื่องยนต์ก็ดับสนิทที่หน้าบ้านของซิน

 

“...” ไม่มีความพูดใดออกมาจากปากนัท ตอนนี้ข้างในมันระอุไปหมด มือหนาล่วงเข้าไปในกระเป๋าเจ็ทเก็ตหนัง เพื่อนำแหวนคืนสู่มือเจ้าของ

 

“ขอโทษ..”รับของมาอย่างรู้สึกผิด สิ่งที่ร่างบางทำได้ดีที่สุดใจตอนนี้ก็คงมีแค่นี้จริงๆ

 

“แล้วทำไมไม่ฟังกันบ้าง!”

“ก็..” ไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไงดี ความกดดันเพิ่มขึ้น ตอนนี้สิ่งที่ร่างกายแสดงได้ก็มีเพียงน้ำตาหยดที่เริ่มหลั่งออกมา

 

“เอาแขนมาดูหน่อย..”ร่างหนาคลายอารมณ์ลงมา และพยายามที่จะไม่ขุดเรื่องที่เพิ่งเกิดมากดดันอีกคน

 

“เจ็บไหม”เขาถามด้วยความเป็นห่วง และนึกโทษตัวเองที่ทำให้ลำแขนขาวเกิดรอยช้ำ ร่างบางได้แต่พยักหน้าเพื่อเป็นการตอบ

 

“โกรธไหม นัทขอโทษนะ แต่ซินรู้ใช่ไหมว่าทำไม”ดวงตากลมใสช้อนขึ้นสบกับอีกคนด้วยความสงสัย

 

“ซินไม่โกรธหรอก และก็เข้าใจที่ทำเพราะอยากช่วย แต่ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมนัทต้องฉุนขนาดนี้ด้วย”

 

“ถ้าซินมาเป็นนัทในตอนนั้น ซินจะไม่ถามนัทแบบนี้”เมื่อนึกย้อนกลับไป ในชั่วโมงนั้นเขารับไม่ได้จริงๆที่จะมีคนอื่นมาแตะเนื้อต้องตัวซิน ถึงแม้ความรู้สึกของเขามันยังไม่ชัดเจนพอ แต่ที่แน่ๆซินเป็นคนที่สำคัญสำหรับเขามาก

 

เกิดความเงียบขึ้น ณ ตอนนี้ความรู้สึกของทั้งเขาและซินมันกำลังเข้ามาอยู่ในจุดที่ยากจะอธิบาย  แต่จะปล่อยให้เงียบอย่างนี้ต่อไปคงไม่ดี

 

“งั้นซินเข้าบ้านแล้วนะ”

 

“เดี๋ยว อาบน้ำถูสบู่เยอะๆด้วย แล้วชุดที่ใส่ ก็ทิ้งไปเลย”

“เยอะไปและครับคุณ  ใครเขาจะมาทิ้งเสื้อผ้ากันง่ายๆอย่างนั้นล่ะ”และยิ่งเป็นเสื้อผ้าตัวโปรดของเขาด้วยแล้วคงยาก

 

“ก็ถ้าเห็นว่าใส่อีก ก็จะเผาทิ้งให้ เลือกเอาละกัน”ต่อให้พูดกันยาวอีกสักสิบหน้ากระดาษคนตัวสูงก็คงไม่ยอมกันง่ายๆแน่ ซินจึงรับคำอย่างไม่ใส่ใจและลงจากรถมา

 

เรื่องอื่นเขาคงเป็นฝ่ายยอมซิน แต่เรื่องนี้มันไม่ได้จริง ตอบไม่ได้หรอกว่าทำไม เขาคงบ้าไปแล้วกับเพื่อนคนอื่นเขาไม่เคยเลยที่จะเข้าไปวุ่นวาย แต่กับคนคนนี้ มันนิ่งเฉยไม่ได้จริงๆ 

มาต่อแล้วจ้ากับตอนที่่4 และตอนต่อไปก็กำลังจะตามมาในไม่ช้านี้แน่นอน :]

[fic singular] Attachment ch.3

posted on 07 Sep 2011 20:29 by barbarry
ตอนที่3
“แต่ทำไม ทำไมต้องจำเมื่อเธอไม่คิดจริงใจ ทำไม ทำไมความรักที่เธอนั้นลืมต้องเก็บมาคิดฟูมฟาย อะไรอะไรยังย้อนเข้ามาทุกช่วงเวลานั้นยังไม่เคยจางหาย วันที่ฉันมีเธอไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ฉันลืมไม่ได้จริงๆ”
 
 
ขณะที่หนุ่มมาดมาเฟียกำลังนั่งปรับสายกีตาร์อยู่นั้นเอง เพื่อนนักดนตรีที่เล่นที่ผับด้วยกันบ่อยๆก็เกิดสนุกเนื่องจากที่ได้ข่าวมาว่า ชายโชท่านโดนสาวทิ้งมาอีกครั้งหนึ่ง เลยเปิดเพลงจากมือถือซึ่งก็เป็นเพลงเดียวกันที่ทำให้นัทต้องเสียน้ำตามาแล้วจากรักครั้งเก่าที่ทำเอาเขาเกิดอาการช้ำรักไปเป็นเดือน
 
แต่ก็ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะไม่มีผลอะไรเลย เพราะคนที่โดนทิ้งมาหมาดๆไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับเนื้อหาของเพลง มิหนำซ้ำยังเล่นตามจังหวะเพลงอีกต่างหาก
 
 
“เฮ้ย! มึงอะ ได้ข่าวมาว่าเพิ่งโดนเจี๊ยบทิ้งไม่ใช่หรอ ทำไมลั้ลลาจังวะ” เพื่อนตัวแสบเกิดอาการหมั่นไส้เต็มเหนี่ยว เพราะดันเกิดผิดคาดขึ้นมา
 
 
“กูมียาดี”สั้นๆ แต่เล่นเอาทั้งห้องเงียบไปกันเลยทีเดียว

 
นัทนั่งยิ้มเงียบๆ พร้อมกับเกากีตาร์ตัวโปรดไปเพลินๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก จริงๆแล้วตัวเขาเองก็แปลกใจไม่น้อยเหมือนกัน ว่าทำไมถึงยังยิ้มได้อยู่ทั้งๆที่เจี๊ยบก็เป็นคนที่แคร์ไม่น้อยเลย ต่างกับครั้งก่อนที่ทำเอาเขาไม่เป็นงานเป็นการอะไรเลย แต่ว่าในความทรงจำแย่ๆครั้งนั้นมันก็ยังมีสิ่งที่ทำให้ยิ้มได้อยู่
 
 
 
 
ในช่วงปีแรกๆที่เขาเพิ่งเริ่มรู้จักกับซินนั้น ช่วงนั้นเขาก็มีแฟนสาวอยู่ก่อนแล้วเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้เธอคนนั้น เดินมาบอกลาเขาอย่างที่ไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัว
 
 
ขณะที่ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที ภายในตัวรถไฟฟ้าสายที่เขาใช้โดยสารกลับบ้าน ก็ดันมีเสียงเพลงตามสายลอยขึ้นมา เพลงที่ทำให้เขาต้องเสียน้ำตา ก็เพราะว่ารักมากมันก็เลยต้องเจ็บมาก เรื่องราวความเศร้าไม่หยุดลงง่ายๆ  เหมือนโดนฟ้าแกล้ง เพราะในขณะที่เขาเกือบจะทำใจได้แล้ว เพลงนี้ก็กลับมาซ้ำเติมอีกจนได้


 
 
 
“ครูครับๆ ครูช่วยแกะเพลงนี้ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ” เด็กหนุ่มยื่นMP3 ให้กับเขา เมื่อลูกศิษย์ร้องขอมาคนเป็นครูก็ต้องช่วยเป็นธรรมดา
 
 
 
แต่เมื่อเครื่องเล่นอิเล็กโทรนิกเริ่มทำงานเท่านั้น ทั้งเมโลดี้และเนื้อหาก็เริ่มเล่นงานเค้าอีกครั้ง หยดน้ำใสก็หลั่งออกมาเป็นสายแบบที่ควบคุมไม่ได้ มือหนาถอดเอาหูฟังออกก่อนจะเก็บข้าวของออกจากห้องสอนไป เล่นเอาเหล่าบรรดาลูกศิษย์งงเป็นไก่ตาแตกไปตามๆกัน


ความจริงเขาควรจะกลับบ้านไปมากกว่าที่จะมานั่งเป็นพระเอกMV ในห้องอัดที่ไม่มีแม้แต่วี่แววของเจ้าของ หรือคนที่เขาตัดสินใจร่วมงานด้วยไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อแว่นสีชาถูกถอดออกเผยให้เห็นขอบตาสีแดงช้ำ เขานั่งบนโซฟานิ่งๆไร้การเคลื่อนไหวใดๆมาหลายชั่วโมง เหมือนว่าเขาจะไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว แม้กระทั่งว่าหนุ่มผมยาวอีกคนได้เปิดประตูเข้ามา

 
คนเข้ามาใหม่เอียงคอสงสัยว่าทำไมคนตรงหน้าถึงมานั่งมึดๆอยู่ในห้องอัดคนเดียวผ้าม่านก็ไม่เปิด มือเรียวเอื้อมไปกดเปิดสวิตซ์ไฟที่ผนังห้อง เมื่อหลอดไฟเริ่มทำหน้าที่ให้แสงสว่าง ข้อสงสัยเมื่อครู่ก็ได้ไขออกมาก ซินตัดสินใจเดินมานั่งข้างๆแต่ก็ทำได้แค่เพียงนั่งอยู่เงียบๆ ด้วยความที่ว่าเขาและอีกคนยังไม่สนิทกันมากถึงขั้นจะไปนั่งกอดคอตบบ่าให้กำลังใจกันได้
 
 
“เออ... นี่คุณ คุณ” ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ ร่างบางเลยตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้ขึ้น

 
“นี่ๆๆ เออ... นะ นัท”นี่คงเป็นการเรียกชื่อคนตรงหน้าแบบจริงจังๆครั้งแรกของเขาเลยก็ว่าได้

 
“.....”ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ

 
“เฮ้อ... “ซินถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่ขนาดคนอย่างเขาลงทุนขนาดนี้แล้วนะ เอาเถอะลองอีกซักที

 
“นัท นัท นัท!”คราวนี้ยื่นหน้าไปใกล้กว่าเก่า ใกล้ซะจนปากจะถึงหูอยู่แล้ว แต่ร่างสูงก็ไม่มีทีท่าว่าจะรับรู้อะไรเลย และแล้วคนที่ถือโลกส่วนตัวเป็นใหญ่ก็ฟิวขาดจนได้

 
“ไอ้นัท!” เหมือนสติถูกฉุดกลับมาแบบความเร็วแสง ใบหน้าคมก็หันตามเสียงเรียกทันที และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ใบหน้าของเขาทั้งคู่ห่างกันแค่เพียงลมหายใจ

 
ภายในห้องเงียบสนิท ถึงแม้อุณหภูมิห้องจะเย็นจนรู้สึกหนาวในทีแรกแต่ตอนนี้ใบหน้าของทั้งซินและนัทก็ร้อนจนใกล้จะถึงจุดเดือดเต็มที  ไม่นานนักคนที่ดูเหมือนจะดึงตัวเองกลับมาได้เร็วที่สุดก็คือซินในขณะที่คุณชายนัทยังคงอยู่ในอาการมึนๆ ช่วงเวลานั้นเองซินจึงทำท่าโวยวายว่าหิวนู่นนี่กลบเกลื่อนจากนั้นก็ดึงแขนคนรู้สึกช้าลุกขึ้นตามไปด้วย

 
“ปะ ไปหาอะไรกินกัน” น้ำเสียงถูกทำให้ปกติที่สุด แต่สิ่งที่ฟ้องให้เห็นว่ามันไม่ปกติ ก็คงจะเป็นแก้มทั้งสองข้างที่แดงเป็นลูกตำลึงตัดกับผิวขาวสะอาดนั้นเอง

 
ถูกลากมาดื้อๆไม่พอ แถมยังถูกบังคับให้ขับรถอีกต่างหาก แต่ในเวลานี้ตัวนัทเองดูเหมือนจะลืมบางสิ่งไปเสียแล้ว เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้มันช่างน่าสนใจ ภาพของชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกันพยายามอย่างหนักที่จะบอกทางให้กับเขานั้นมันช่างหน้ามอง และดูเหมือนคนๆนี้จะไม่ยอมหันมาสบตาเขาสักครั้งแต่สิ่งที่เขาสังเกตได้ชัดก็คงจะเป็นใบหน้าแดงระเรื่อที่มาจากความเขินอาย

 
 
 
 
 
ตัวเครื่องยนต์ดับสนิทข้างฟุตบาทหน้าร้านขายไอศกรีมที่ตั้งอยู่ภายในตรอกซอยเล็กๆ ร้านสีขาวสะอาดตาถูกตกแต่งด้วยลูกไม้สีอ่อนสไตล์วินเทจ คุณมาดนิ่งนั่งรออยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างเงียบๆโดยไม่คิดจะเอยปากถามว่า ถ้าคุณผมสวยจะโวยวายหิวซะขนาดนั้น ทำไมถึงได้พาเขามาแวะที่ร้านไอศกรีมนี้ได้
 
 
“อะ ได้แล้ว” พาเฟ่ต์สีสันสดใสสองถ้วย ถูกวางบนโต๊ะกลมขนาดเล็ก

 
 
“เออ... จะกินไอ้นี่แทนข้าวจริงน่ะ”สุดท้ายแล้วเขาก็ถามออกมาจนได้ ก็มันไม่มีอะไรจะพูดแล้วนี่

 
“พาเฟ่ต์ ไม่ใช่ไอ้นี่”

 
“เออๆ นั่นแหละ”

 
“ก็นะ ในช่วงเวลาที่คนเราเศร้าหรือทุกข์อ่ะ กินของหวานน่ะดีที่สุดแล้ว”พูดเสร็จมือเรียวก็ลงมือตักส่วนที่ชอบทานทันที

 
“เออ รู้ด้วยหรอ”นัทยิ้มแห้งๆ

 
“ไม่เลยเหอะ ตาบวมซะขนาดนั้นอ่ะ”ซินแกล้งพูดประชด “กินซักทีสิ เดี๋ยวถ้าละลายแล้วมันจะไม่อร่อยเอานะ”

 
“ขอบใจนะ ที่เป็นห่วง^__^”

 
“เปล่าซะหน่อย แค่อยากจะหาคนขับรถให้ก็เท่านั้นแหละ”บ่ายเบี่ยงทันทีที่ถูกจับได้ ตรงนี้แหละที่ยิ่งทำให้อีกคนยิ้มแทบจะหุบไม่ลง

 
“โอเคๆ ยอม..แล้วล่ะ”





ในเวลาพักเที่ยงที่ทุกคนต่างแยกย้ายไปหาร้านอร่อยทาน นัทยังคงเกากีตาร์เรื่อยเปื่อยและไม่นานบุคคลสำคัญในความทรงจำเมื่อครู่ก็ปรากฎตัวพร้อมกับหอบหิ้วเอาเนื้อเพลงที่เพิ่งจะแต่งใหม่เข้ามาด้วย

 
“ซิน..”

 
“ฮืม...ว่าไง”เสียงขานรับดังขึ้น ขณะที่เจ้าตัวยังคงง่วนอยู่กับการวางข้าวของลงบนโซฟา

 
 
“พาไปร้านไอศกรีมร้านนั้นทีสิ อยากย้อมใจอ่ะ” ร่างบางชะงักทันทีเมื่อได้ยิน จากนั้นความทรงจำเมื่อครั้งเก่าก่อนก็หวนกับมาใหม่อีกครั้ง

 
“ก็ไปสิ กำลังหาคนขับรถให้อยู่พอดี” รอยยิ้มที่ส่งให้กันและกันนั้นช่างแฝงไว้ด้วยความผูกพันธ์และความเข้าใจซึ่งกันและกัน คงเป็นการยากที่ใครๆจะได้เข้าใจความรู้สึกที่ทั้งคู่เป็นอยู่นี้ และคงมีแต่พวกเขาเท่านั้นที่จะเข้าใจและได้สัมผัสมัน

 
ขอบใจนะซิน  ขอแค่ได้มีคนๆนี้อยู่ข้างๆต่อให้เขาจะถูกหักอกซักร้อยครั้งก็ไม่เป็นไร แต่มันคงจะไม่มีอีกแล้วล่ะ เพราะเขารู้แน่แก่ใจดีแล้วว่าจะไม่มีใครดีไปกว่าเธอคนๆนี้

-------
 
 
 
ชาติกว่าๆแล้วสินะ ที่ได้เข้ามาบล็อกเลย (=_=)'>

edit @ 8 Sep 2011 16:47:40 by Rad_Scarf

[fic singular] Attachment ch.2

posted on 19 Jun 2011 10:14 by barbarry

ตอนที่2

ร่างบอบบางนั่งเหมอมองออกไปนอกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยเม็ดฝนที่สาดกระเซ็น ภายในห้องนอนเสียงวิทยุที่กำลังชาร์ตเพลงอยู่

‘เอาล่ะครับ ก็มาถึงชาร์ตอันดับที่ 1 แล้วนะคร๊าบ.... โอโห้เพลงนี้มาแรงจริงๆครับ เปิดตัวก็พุ่งทะยานมาสู่อันดับที่ 1อย่างรวดเร็วกับเพลง 24.7 ผลงานของสองหนุ่มอินดี้จากค่ายโซนี่มิวสิค สำหรับคนที่ยังไม่เคยฟังเพลงนี้และสงสัยว่าทำไมเพลงๆนี้ถึงได้ขึ้นชาร์ตเร็วขนาดนี้ เพื่อไขข้อข้องใจและเป็นการตอบแทนแฟนเพลงของสองหนุ่มที่ร่วมกันขอเข้ามา เราก็ไปฟังกันเลยนะครับ กับอันดับที่หนึ่ง 24.7’

การนั่งฟังผลประกาศอับดับตามคลื่นวิทยุต่างๆกลายมาเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งของเขา เพราะหลังที่เข้าเซ็นต์สัญญากับทางค่ายและเริ่มอัดเพลง ทางโปรดิวเซอร์ก็เลือกเพลงอย่าง 24.7 ให้เป็นเพลงปล่อยตัว ด้วยความที่เป็นเพลงแนวใหม่ทำให้เพลงนี้ไต่ชาร์ตต่างๆอย่างรวดเร็ว น่าแปลกที่คนมากมายเลือกที่จะขอเพลงนี้ทั้งที่ไม่รู้จักคนร้อง ไม่เห็นหน้าคนร้องด้วยซ้ำ เป็นเครื่องการันตีความสามารถของเขาทั้งสองได้เป็นอย่างดี

ติ๊ด ติ๊ด... ติ๊ด ติ๊ด เสียงขอความเข้าจากบนมือถือทำให้ร่างบางหลุดภวังค์ แล้วเอื้อมมือไปหยิบอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกขึ้นมาสัมผัสที่หน้าจอเพื่อดูข้อความที่ส่งเข้ามาใหม่

‘ดีใจไหมครับ นักร้องหน้าสวย เพลงที่ซินแต่งดังใหญ่แล้วนะ ^^’

เมื่ออ่านข้อความจบ รอยยิ้มละมุนละไมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานใสของซิน และข้อความใหม่ก็กำลังเริ่มขึ้นโดยนิ้วมือเรียวได้บรรจงพิมพ์ขึ้น

‘ดีใจที่สุดๆ แล้วกีตาร์แมนล่ะ ดีใจไหมที่มีคนชอบสไตล์กีตาร์ของนัท.’ เมื่อข้อความถูกส่งไปไม่ถึงห้านาทีก็มีข้อความใหม่เข้ามา

‘ ^^’

‘^^’

อีโมติคอนสองตัวที่เหมือนกันถูกส่งหาอีกฝ่ายภายในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ร่างบางยิ้มอีกครั้งอย่างมีความสุข ไม่ใช่เพราะเพลงที่กำลังดังเป็นพลุแตก แต่เป็นเพราะใครอีกคนให้ความใส่ใจกับความรู้สึกของเขา

 

 ความแรงยังคงต่อเนื่องเมื่อพวกเขาได้ปล่อยMVตัวใหม่อย่างเบาเบาออกไป กระแสตอบรับกลับมาก็ท้วมท้น จำนวนแฟนคลับที่เพิ่มมาขึ้นทุกวันทำให้ ep ที่พวกเขาปล่อยออกมาลองเชิงในตลาดขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่กี่วันซึ่งทำให้พวกเขาเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นาน รายการและนิตยาสารต่างๆก็ต่อคิวกันมาไม่ขาดสาย การเดินสายทัวร์ก็หนักขึ้น

ซินจากคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ก็พบว่าเขามีอะไรต้องทำมากกว่าการแค่ร้องเพลง  ความสำเร็จต่างๆที่เข้ามาในชีวิตทำให้เขามีความสุขมาก ไม่ต้องพูดถึงอีกคนรายนั้นก็คงเหมือนเดิมคอยถามเขาเสมอว่ารู้สึกยังไง เป็นยังไงบ้าง จนเดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดแค่มองหน้ากันก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง

ภายในห้องนอนของโรงแรม

“เฮ้อ....เหนื่อยสุดๆเลยโว้ย” ร่างสูงร้องออกมาด้วยอาการที่เหนื่อยจากการเล่นสดที่ผับแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น เขาแผ่หลาอยู่บนที่นอนไม่ใช่แค่ความเหนื่อยเท่านั้น แต่มันอาจเป็นเพราะแอลกอฮอล์ในเลือดที่ทำให้เขาค่อนข้างจะควบคุมสติไม่ค่อยได้

“เสียงดังอ่ะนัท” ซินบ่นทันทีที่ออกมาจากห้องน้ำ ร่างบางเอื้อมไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าและเส้นผมที่เปียกชุ่ม

“โหย ซินไม่เหนื่อยเท่านัทหรอก”

“ก็จริง เพราะซินไม่ได้พิเรนไปเล่นสนุกต่ออย่างนัทหนิ แถมยังไปทั้งเมาๆอย่างนี้อีก ถ้าพรุ่งนี้ตื่นไม่ไหวแล้วขึ้นเครื่องไม่ทันไม่ต้องมาบ่นเลยนะ”

“แหม... บ่นเป็นคุณแฟนเลยนะคร้าบ.....”นัทยันตัวขึ้นจากที่นอน จ้องมองซินด้วยใบหน้าที่แดงกร่ำ

“พูดมาก เพราะงี้ไงซินถึงต้องมานั่งแก้ข่าวน่ะ ไม่กลัวเจี๊ยบโกรธเอาอีกหรอ”ร่างบางเดินมานั่งเช็ดผมที่ปลายเตียงข้างๆคนเมา

“เลิกกันแล้ว”พูดเสร็จเขาก็หันมาล้มตัวนอนบนตักของอีกคนโดยไม่สนทิศเหนือทิศใต้

“เฮ้ย.... จริงสิ ล้อเล่นเปล่าเนี่ย เดี๋ยวซินโทรไปฟ้องเลยนะ”

“จะพูดเล่นทำไมล่ะ โดนบอกเลิกไม่พอแถมยังโดนตบด้วย เจ็บจะตาย เพราะใครก็ไม่รู้”ยังไม่ทันจะถามต่อตัวเจ้าปัญหาที่ตอบค้างๆคาๆก็หลับทันที

“นัท นัท! นัท.... ตื่นก่อน ตื่นมาคุยให้รู้เรื่องเลย เพราะใคร อะไรยังไงเนี่ย” ซินเขย่าตัวนัทแรงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้นัทตื่นขึ้นมาไขข้อข้องใจของเขาได้ ตกลงซินต้องยอมแพ้ใช่ไหมเนี่ย เดี๋ยวพรุ่งนี้ก่อนเถอะ

          ภายในรถตู้ที่กำลังออกตัวจากสนามบิน            

“ซิน...ซิน... นี่ซินจะไม่คุยกับนัทจริงๆใช่ป่ะเนี่ย”คนถูกเรียกปลายหางตาไปมองเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ก็นัทยังไม่ตอบซินก่อนเลยหนิ แล้วเรื่องอะไรซินจะต้องคุยกับนัทด้วยล่ะ”

“ผู้ชายอะไรขี้งอนจริง  แล้วซินจะอยากรู้ไปทำไมล่ะ”

“ก็เมื่อคืนนัทพูดเหมือน  เหมือน..... โอ้ย! ช่างมันเถอะ ซินไม่อยากรู้แล้ว”เมื่อความคิดที่ดูเหมือนจะเข้าข้างตัวเองแล่นเข้าสู่สมอง ใบหน้าขาวเนียนก็เกิดร้อนผ่าวขึ้นมาซะดื้อๆ เมื่อรู้ตัวว่าจนมุมหาทางลงไม่ได้ก็แกล้งทำพูดปัดไป

“แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะครับ หรือว่า....”

“หรือว่า... อะไร”ร่างเล็กหันมาโต้ทันที ทำให้คนกวนประสาทหยุดจ้องหน้าอีกคนก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปาก

“ก็ไม่อะไรหรอก แค่อยากแซวเล่น”ว่าเสร็จก็เอียนเบาะลงนอนทันที คนมาดกวนยังคงทิ้งประโยคน่าสงสัยให้อีกคนนั่งคิด ซึ่งอีกคนเมื่อยิ่งคิดก็ยิ่งหน้าแดงหนักขึ้นทุกที

“คนนิสัยไม่ดี”ซินบ่นอุบกับตัวเอง  แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ถ้านัทเกิดตอบขึ้นมาแล้วตัวเขาจะรับมือกับคำตอบนั้นได้รึเปล่า จะทำยังไงเมื่อเขาได้คำตอบนั้นมา....

[fic singular] Attachment ch.1

posted on 23 May 2011 13:17 by barbarry

ตอนที่1 ความฝัน

ร่างบอบบางถูกปลุกขึ้นจากภวังค์ด้วยกลิ่นหอมบางอย่างที่หอมอย่างมีเอกลักษณ์ แผงขนตายาวงอนขยับถี่เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสง ภายในห้องสีขาวไม่มีขอบเขตที่แน่ชัด เจ้าของผมลอนยาวเอียงคอเล็กน้อยเพราะความไม่คุ้นเคยปนกับแปลกใจ  เบื้องหน้าเป็นประตูสีแดงที่ปิดสนิท มือเล็กเอื้อมไปจับที่ลูกบิดขยับไปมาก็รู้ว่ามันถูกล็อคจากด้านใน เขาตัดสินใจที่จะนั่งลงเพื่อรอให้ใครสักคนจากด้านในเปิดประตูให้กับเขา แขนเรียวโอบรอบขาที่ชันขึ้นดวงตากลมโตใสรอคอยอย่างมีความหวัง แก็กๆๆ เสียงลูกบิดดังขึ้น การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ทว่า...

กริ๊งๆๆๆ เสียงนาฬิกาบ้าปลุกได้ถูกเวลาทุกทีสิน่า เขาคิดอย่างนั้นดวงตาคู่เดิมมองเพดานห้องนอนของตนอย่างคุ้นคิด เขาไม่ยอมลุกจากเตียงไม่ใช่เพราะความขี้เกียจแต่เป็นเพราะยังรู้สึกคาใจกับความฝันที่เขาฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกๆคืนกินเวลามาเกือบเดือน ใครกันที่กำลังจะเปิดประตู ใครกันที่เขารอคอย..

ก๊อกๆๆ “ซิน ตื่นรึยังเนี่ย  วันนี้นัดพี่แจ็คไปคุยธุระไม่ใช่หรอคะ ตื่นได้แล้วนะ”เสียงอบอุ่นของคนเป็นแม่รอดผ่านบานประตูไม้เข้ามาภายในห้องเพื่อเตือนเจ้าของห้องเรื่องธุระสำคัญที่เขาควรจะทำในวันนี้

 

ห้องอัด

หน้าห้องอัด คนตัวเล็กจับลูกบิดประตูอย่างคุ้นคิด ประตูสีแดงบานนี้เหมือนกับประตูที่เขาฝันถึงทุกคืน ผิดกันตรงที่เขารู้ว่าหลังประตูบานนี้คือห้องอัดที่เขารู้จักดีจากการแวะเวียนเข้ามาเพื่อทำเดโม่เพลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เฮ้อ..เอาเถอะยังไงก็แค่ความฝันล่ะนะ เมื่อคิดได้แบบนั้นเขาก็เปิดประตูเข้าไปอย่างทุกครั้ง

“อ้าว...ซิน   นัทไม่ได้มาด้วยกันหรอ”ชายร่างสูงถามขึ้นขณะที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการเก็บแผ่นซีดีให้เข้าที่เข้าทาง

“เปล่าครับ วันนี้ป๊ามาส่ง” ซิน ชายหนุ่มหน้าหวานที่ทำใครต่อใครเข้าใจผิดมานักต่อนักตอบไขข้อสงสัยของอีกคนจากนั้นก็มานั่งลงตรงโซฟาที่ประจำของเขากับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่เขาแสนจะคุ้นเคยและรู้จักเป็นอย่างดี จากการทำงานร่วมกันมาตลอดสามปี

“งั้นซินนั่งเล่นรอไอ้นัทไปก่อนแล้วกัน พี่มีข่าวดีจะบอก แต่ไว้รอพร้อมหน้าพร้อมตากันก่อนดีกว่า”

 

หลายนาทีผ่านไปบานประตูยังคงปิดสนิทไร้วี่แววของบุคคลที่เขากำลังรออยู่ เขาถูกทิ้งให้นั่งรอเพียงคนเดียวมาพักใหญ่เพราะเจ้าของห้องอัดดันขอตัวทำธุระส่วนตัวที่ชั้นสอง การรอที่ยาวนานทำให้เขานึกถึงความฝันขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตากลมโตจ้องมองที่บานประตูอย่างจดจ่อ อยู่ๆความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาให้หัว เขาคิดว่าถ้าใครเปิดประตูเข้ามาหลังจากที่เขานับหนึ่งถึงสามเสร็จเขาจะยกให้คนคนนั้นเป็นคนที่เขารอในความฝันทุกคืน  เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องรอในความฝันอีกต่อไป

หนึ่ง.. สอง .. สาม จากความคิดเล่นๆก็ทำให้เขาต้องตกใจอย่างหนัก เพราะเมื่อสิ้นการนับเลขตัวสุดท้ายลูกบิดประตูก็ขยับไปมา แล้วบานประตูสีแดงก็เปิดออกเผยให้เห็นชายร่างสูงโปร่งที่หอบหิ้วกีตาร์ตัวโปรดเข้ามาด้วย

“ซิน รอนานยัง โทษทีนะ รถติดน่าดูเลย” เขานั่งลงข้างๆ อีกคนที่บัดนี้ยังคงตกอยู่ให้อาการตกใจ

“ซินเป็นอะไร จ้องหน้านัทอยู่นั่นแหละ” มือหนาเสยผมที่ปกหน้าของอีกฝ่ายออกไปข้าง ก่อนจะพูดติดตลก

“ทำไม อึ้งล่ะสิ วันนี้นัทตัดผมมาใหม่หล่อใช่มั้ยล่ะ”มันก็ใช่อยู่หรอกที่ทรงผมคนตรงหน้าดูแปลกไป และดูเหมือนจะเสริมให้เขาดูเท่ขึ้นจากเดิมมากด้วย แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่เขาคิดเมื่อสักครู่นี้มากกว่า

“อะ อ๋อ ไม่มีอะไร ตัดร้านไหนมาเนี่ย”ซินบอกปัดไป

“ก็ร้านแถวๆที่นัทสอนกีตาร์แหละ ทำไมอะ”

“ก็ซินจะได้เอาระเบิดไปปาหน้าร้านไง ตัดยังไงของเขาเนี่ย” ตรงกันข้ามมันดูดีมากๆเลยต่างหาก แต่จะไปบอกตรงๆก็ใช่ที่

“เฮ้ย! จริงดิ แต่ว่านัทว่ามันก็ใช้ได้แล้วนะ”ซินหัวเราะรัวออกมาทันที เพราะอาการทำหน้าเหลอหลาบวกกับหงอยสุดๆของอีกคน

“คือ จริงๆซินล้อเล่นน่ะ อย่างคิดมาก”พูดพลางตบบ่าอีกคนเบาๆสองสามที

“แหม ใครจะเหมือนคุณล่ะครับคุณทศพร นี่ ตั้งแต่ไว้ผมยาวมาเนี่ยสวยขึ้นตั้งเยอะเลยนะเนี่ย....”ไม่ว่าเปล่าแต่มือกลับจับผมลอนของอีกคนมาม้วนไปมาเล่นราวกับเป็นผมของตัวเอง

“นี่! อย่ามา อย่ามา เขาเรียกว่าเซอร์แบบไฮโซครับคุณโชติวุฒิ....”

“หรา...ครับ... อันที่จริงผมก็พูดเล่น ไม่ต้องหน้าแดงก็ได้” กวนประสาทได้ทุกเวลาเลยเหอะคนเนี่ย

“พอเลย พอเลย ไม่ให้จับแล้ว!”ว่าแล้วก็ปัดมือนัทออกจากผมของตัวเองด้วยอาการงอนที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่ามันน่ารักที่สุด ซึ่งมันก็ทำให้อีกฝ่ายรอบยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้

“มองอะไร” เสียงห้วนๆถูกส่งให้คนที่กำลังยิ้มพร้อมกับปลายหางตาไปมองอย่างเคืองๆ แต่แทนที่จะสลดแต่กลับอมยิ้มหนักกว่าเดิมซะอีก ก็ใครเขาใช้ให้ทำท่าโกรธน่ารักๆแบบนั้นกันเล่า

“อ่าๆ ไม่มองก็ได้.... ทีหลังก็อย่ามาทำน่ารักสิ”ดูเหมือนประโยคสุดท้ายจะบางเบาซะจนเหมือนกับเป็นเพียงแค่ความคิด

“เออ นัท พี่แจ็คมีเรื่องจะบอกด้วยแต่ยังไม่ลงมาจากชั้นสองเลยอ่ะ นานแล้วด้วย” ไม่ทันขาดคำคนที่ถูกเอ่ยถึงก็เปิดประตูเข้ามาพอดี

“ตายยากว่ะ”นัทแซวขึ้นมาทันที

“อะไรของมึงไอ้นัท  นินทากูหรอ”แจ็คพูดด้วยอาการกึ่งเล่นกึ่งหาเรื่อง

“อะไร ซินต่างหาก”

“อ้าว...ซินทำไมทำอย่างนี้ล่ะครับ”(น้ำเสียงต่างกันเห็นๆ =[]=/นัท)

“เปล่านะ ซินแค่พูดถึงว่าพี่แจ็คมีเรื่องจะบอกแค่นั้นเอง ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”ซินรีบแก้ตัวทันที

“เออจริงด้วย”เมื่อนึกขึ้นได้ก็ยื่นซองจดหมายสีขาวให้กับร่างบางตรงหน้า ซินรับมาก็แกะซองทันทีที่รู้ว่ามันจ่าหน้าซองมาจากที่ไหน เมื่อหยิบกระดาษออกมาก็รีบไล่สายตาอ่านเนื้อหาข้างในทันที

“พี่ติดต่อไปทางบริษัทแล้วนะ เค้าบอกว่าให้พี่พาเราสองคนเข้าไปคุยเรื่องทำสัญญาได้เลย”ซินอึ้งไปชั่วขณะ ในตอนนั้นเองที่นัทดึงกระดาษจากมือซินมาอ่านด้วยตัวเองเพราะไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่แจ็คพูด

“อึ้งเลยดิ จะดังกันใหญ่แล้วนะพวกเอ็ง”แจ็คแซวขึ้นมาในขณะที่ทั้งคู่ยังคงนิ่งไม่ไว้ติ่ง

“โหย... แค่มีคนซื้ออัลบัมพวกผมก็ขึ้นสวรรค์แล้ว”นัทเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

“จริงๆ นะพี่ ผมมีคนฟังก็ดีใจแล้ว”แล้วอีกคนที่นั่งเงียบก็พูดเสริมขึ้นมา

“มักน้อยเว้ยเฮ้ย.. พวกนี้ ทัศนคติตรงกันอย่างนี้มันน่าจะเป็นเนื้อคู่นะเนี่ย”

“พี่เพิ่งรู้หรอ... ฮ่าๆๆ”ไม่พูดเปล่ามือไม้ของคนมาดกวนยังถือวิสาสะโอบไหล่คนตัวเล็กเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ส่วนคนที่ถูกกระทำก็ได้แต่หัวเราะหึหึ พร้อมกับปลายสายตาดุไปให้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อีกคนรู้ตัวเลย

ความสนิทของพวกเขาทั้งคู่เกิดขึ้นพร้อมกับความฝันที่เหมือนกัน และด้วยนิสัยบางอย่างที่คล้ายคลึงกันทำให้พวกเขาเข้ากันได้ดี ในเรื่องอื่นๆก็เหมือนกับว่าทั้งคู่มีบางอย่างมาเติมเต็มในส่วนที่ตัวเองขาด ระยะเวลาตลอดสามปีที่พวกเขาเดินทางสายเดียวกันได้ก่อเกิดสายสัมพันธ์ลึกซึ้งข้างในใจ โดยที่ต่างฝ่ายก็ไม่เคยรู้ตัว

“ นัท ไม่โทรมาเลยนะ” เสียงใสๆเชิงต่อว่าของบุคคลใหม่ที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา เมื่อนัทที่กำลังหัวเราะร่าอยู่ได้ยินก็รีบคลายแขนที่โอบซินออก แล้วรีบเดินไปหาหญิงสาวตัวเล็กน่ารักทันที

“โทษทีนะ เจี๊ยบ ช่วงนี้นัทต้องอัดเพลงหลายเพลงเลยน่ะ”

“นึกว่านัทลืมเจี๊ยบไปแล้วซะอีก”หญิงสาวพูดด้วยอาการกึ่งต่อว่ากึ่งน้อยใจ

“ไปกันใหญ่แล้ว จะลืมได้ไงล่ะ สำคัญจะตายคนเนี่ย...”คนมาดกวนพูดพร้อมใช้มือหนากุมมืออีกคนเบาๆ บทสนทนาธรรมดาๆของคนเป็นแฟนกันคงเป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป แต่คำบางคำเมื่อสักครู่ได้ทำให้หัวใจใครบางคนในห้องนี้รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา สำคัญ... จริงสินะ ที่เขาอยู่ตอนนี้ก็คือฐานะเพื่อนและคนร่วมงานกันเท่านั้น ถ้าหากว่าไม่มีเรื่องเพลงมาเกี่ยวพวกเขาคงไม่แม้แต่จะรู้จักกัน

“เออ.. พี่แจ็ค ซินกลับก่อนนะ พอดีว่าจะกลับไปนอนหน่อยอ่ะ เมื่อคืนนั่งแต่งเพลงดึกไปหน่อย นอนไปนิดเดียวเอง”ไม่อยากอยู่ตรงนี้ให้นานเกินไป เวลาที่นัทอยู่กับคนสำคัญมันเหมือนกับว่าเขาจะไม่มีตัวตน แจ็คพยักหน้ารับเป็นการรับรู้

“อ้าว! ซินจะกลับแล้วหรอ”นัทถามขึ้นเมื่อเขาสังเกตเห็นว่า ซินกำลังหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายเตรียมตัวจะออกไป

“อืม ไปนะ”

“เดี๋ยวซิน... เดี๋ยวนัทไปส่ง”นัทรู้ดีว่าซินไม่ขับรถมาเองแน่ และก็คงต้องโทรให้ป๊ามารับอีก แต่การที่จะปล่อยคนตัวเล็กยืนแหง่วรอให้ป๊ามารับคงจะไม่ดี เพราะตรงนี้มันมีเขาทั้งคน

“เออ...เดี๋ยวเจี๊ยบรอที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวนัทไปส่งซินเสร็จแล้วจะกลับมารับ”นัทหันไปรับปากแฟนสาวก่อนจะเอื้อมไปหยิบกุญแจรถบนโต๊ะรับแขก

“เฮ้ย! ไม่ต้องหรอกนัท เดี๋ยวซินโทรให้ป๊ามารับก็ได้”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวนัทไปส่งเอง รบกวนป๊าเปล่าๆ”มือหนาเอื้อมไปดึงแขนคนตัวเล็กให้เดินตามมาทันทีที่พูดเสร็จ

“แล้วเจี๊ยบล่ะ จะปล่อยให้รอหรอ ถ้าเกิดรถติดขึ้นมาล่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก นัทไปส่งซินก่อนได้”อาจเพราะคิดอะไรก็พูดออกมา เลยทำให้ใครบางคนรู้สึกว่าตัวเองก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

 

 

ในห้องอัด เจี๊ยบนั่งนิ่งเหมือนพยายามชินกับสิ่งที่เกิดขึ้น การที่นัทให้ความสำคัญกับเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กับคนคนนี้มันบ่อยเกินไป มันทำให้รู้สึกว่าฐานะแฟนของเธอสำคัญสำหรับนัทก็จริง แต่ก็ยังแพ้ใครบางคนที่เพิ่งจะเข้ามาในชีวิตนัทได้เพียงไม่นาน มันไม่ควรสำคัญไปกว่าคำว่างาน ‘นัทจะรู้ตัวรึเปล่านะ’

 

---------

 

สมัครบล็อคเป็นชาติ เพิ่งได้อัพจริงๆจังๆก็วันนี้ล่ะ ประเดิมครั้งแรกก็ลงfic เลยแล้วกัน กะจะลงเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ก็เอ้อระเหยไปเรื่อย ไม่เคยเล่นบล็อคกับเค้า ปกติเล่นแต่เด็กดี เข้ามาก็งงๆมึนๆเหมือนกัน

edit @ 23 May 2011 13:45:15 by Rad_Scarf